ผู้ผลิตจีนลังเลย้ายฐาน หลังภาษีทรัมป์กระทบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ภาษีทรัมป์กระทบหมด ผู้ส่งออกจีนทบทวนแผน "China Plus One" หลังโดนภาษีถล่มทั้งจีนและประเทศทางเลือก ผลกระทบพุ่งต้นทุน สะเทือนซัพพลายเชนทั่วภูมิภาค
นโยบายขึ้นภาษีสินค้านำเข้ารอบล่าสุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จุดชนวนให้ผู้ผลิตจีนต้องหยุดคิดทบทวนใหม่ต่อแผนย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เคยเป็นดาวรุ่งในยุทธศาสตร์ "China Plus One" เพื่อกระจายความเสี่ยงจากสงครามการค้าระลอกแรก แต่การเก็บภาษีใหม่แบบเหมารวม ไม่เพียงสร้างแรงกดดันต่อจีน แต่ยังขยายวงมาถึงประเทศที่เคยถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย ทั้งในแง่ต้นทุนและข้อได้เปรียบด้านภาษี
ขณะนี้ผู้ผลิตจีนจำนวนมากเริ่มลังเลแผนลงทุนในโรงงานต่างประเทศ หลังสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีสินค้า "ทรานชิปเมนต์" หรือสินค้าที่ส่งผ่านประเทศที่สามจากจีนในอัตรา 40% โดยไม่สนต้นทางจริงของสินค้านั้น ส่งผลให้แรงจูงใจในการย้ายฐานการผลิตกระทบหนัก ทั้งยังเพิ่มต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางบริบทที่สหรัฐฯ ลดอัตราภาษีเพิ่มเติมต่อสินค้าจีนเหลือเฉลี่ย 30% ขณะที่บางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องเผชิญกับภาษีใหม่ระหว่าง 10-40% แล้วแต่ประเทศ
นักเศรษฐศาสตร์ประจำเอเชียของ Oxford Economics เตือนว่า กลยุทธ์ "China Plus One" กำลังเผชิญแรงเสียดทานสูงจากความไม่แน่นอนด้านภาษี โดยบางบริษัทอาจพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปยังตลาดที่ห่างไกลออกไป แต่จำนวนไม่น้อยก็อาจตัดสินใจกลับไปผลิตในจีน เนื่องจากต้นทุนล่วงหน้าในการย้ายฐานไปยังตลาดใหม่มีราคาสูงเกินไป
หนึ่งในกรณีศึกษาคือบริษัท Minyuan Footwear จากมณฑลฝูเจี้ยน ที่เพิ่งเปิดโรงงานขนาดใหญ่แห่งใหม่ในกัมพูชาเพื่อรองรับออเดอร์จากลูกค้าอเมริกันที่เรียกร้องให้ย้ายฐานการผลิตออกจากจีน ทว่าหลังจากมีข่าวภาษีทรานชิปเมนต์ ลูกค้ากลับเริ่มชะลอการสั่งซื้อทันที ความไม่มั่นคงนี้ยังสะท้อนผ่านเสียงของผู้ซื้อ เช่น ริชาร์ด ลอบ ซีอีโอของ Dragon Sourcing ที่เผยว่าลูกค้าอเมริกันเคยตื่นตัวพยายามหาผู้ผลิตในภูมิภาค แต่ปัจจุบันกลับตัดสินใจชะลอและรอดูสถานการณ์ก่อนตัดสินใจย้ายคำสั่งซื้อ
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า จีนยังคงส่งออกไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่การส่งออกไปยังสหรัฐฯ ลดลง โดยทรัมป์ใช้กลยุทธ์ภาษี "ต่างตอบแทน" กำหนดอัตราภาษีตั้งแต่ 10% ในสิงคโปร์ ไปจนถึง 40% ในเมียนมาและลาว ประเทศกลุ่มกลางอย่างกัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย และฟิลิปปินส์ ถูกเก็บภาษีที่ 19% ส่วนเวียดนามที่เคยได้ประโยชน์จาก "China Plus One" ก็ถูกจัดเก็บที่ 20%
ผู้ผลิตจีนที่เคยวางแผนลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น Vera Li จากบริษัท Quanzhou Viition Gifts ซึ่งมีโรงงานในฝูเจี้ยนและกัมพูชา มองว่าอัตรา 19% ยังพอให้กัมพูชามีข้อได้เปรียบ แต่เริ่มรู้สึกว่าถูกเบียดชิดมากขึ้นกับเวียดนามที่เป็นคู่แข่งโดยตรง ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Wynnewood Corp จากฮ่องกง ที่เคยหวังลดความเสี่ยงด้วยการย้ายบางออเดอร์ไปอินโดนีเซีย กลับพบว่าต้องขนย้ายกระบวนการผลิตจากจีนไปเกือบทั้งหมด เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีทรานชิปเมนต์ ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนโดยรวมสูงขึ้นมาก และผู้ซื้อเองก็คาดหวังให้ผู้ผลิตร่วมแบกรับต้นทุนใหม่ด้วย
ในบางอุตสาหกรรม เช่น สิ่งทอและผ้าระดับไฮเอนด์ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า แม้จะมีภาษีเพิ่ม แต่จีนยังคงเป็นผู้นำแบบไร้คู่แข่ง เพราะไม่มีประเทศอื่นสามารถผลิตสินค้าที่มีความซับซ้อนทางเทคโนโลยีได้เทียบเท่า โดยผู้ผลิตบางรายที่ไม่เคยย้ายฐานในช่วงสงครามการค้ารอบแรกกลับกลายเป็นผู้ที่ได้เปรียบในสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น เจ้าเฟิน เจ้าของโรงงานของเล่น 4 แห่งในตงกวน ที่มองว่าคู่แข่งซึ่งย้ายไปเวียดนามหลายรายเริ่มกลับมา เพราะต้องเผชิญกับต้นทุนที่ดินสูงขึ้น แรงงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ และภาษีที่สูงกว่าเดิม
ในมุมของผู้ซื้อจากสหรัฐฯ บางรายเริ่มรู้สึกว่าการย้ายฐานผลิตส่งผลให้เสียความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพ เช่น Adam Fazackerley จากบริษัท Lay N’ Go ที่เคยโยกคำสั่งซื้อไปกัมพูชาในปีนี้ แต่ยอมรับว่าการดำเนินงานซับซ้อนขึ้น และหากส่วนต่างภาษีระหว่างจีนกับประเทศอื่นใกล้เคียงกัน การกลับไปผลิตในจีนก็อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 5 สิงหาคม 2568