กางแผนเวียดนาม ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 10% ของ GDP
รัฐบาลเวียดนามประกาศแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เมื่อ 14 ส.ค. 2025 ซึ่งคิดเป็น 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เพื่อบรรลุเป้าหมายก้าวเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2045 และก้าวขึ้นเป็น “เสือเศรษฐกิจ” ลำดับต่อไปของเอเชีย ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น เกาหลีใต้และไต้หวัน ตามรายงานของนิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) และเอพี (AP)
รัฐบาลจะเปิดตัวโครงการโครงสร้างพื้นฐานและที่อยู่อาศัย 250 โครงการ มูลค่ารวม 49,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 ล้านล้านบาท) ในวันที่ 19 ส.ค. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามทั่วประเทศที่จะยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจให้มากกว่า 8% ในปีนี้ และบรรลุการเติบโตเลขสองหลักในปีต่อๆ ไป
จนถึงปัจจุบัน เศรษฐกิจของเวียดนามพึ่งพาการส่งออกและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอย่างมาก ทำให้ประเทศมีความเสี่ยงต่อผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น มาตรการภาษีต่างตอบโต้ของสหรัฐที่เพิ่งบังคับใช้ รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะลดความเสี่ยงนี้โดยการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
เว็บไซต์ข่าวของรัฐบาลรายงานว่า จาก 250 โครงการมี 161 โครงการที่เริ่มก่อสร้าง และ 89 โครงการที่แล้วเสร็จ รายงานไม่ได้ระบุจำนวนเงินลงทุนสำหรับโครงการใหม่ที่จะเริ่มก่อสร้างในสัปดาห์นี้ โดยจะมีโครงการ 59 โครงการในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง (สนามบิน ทางรถไฟ ถนน และอื่น ๆ) โครงการอุตสาหกรรม 57 โครงการ โครงการโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิค 36 โครงการ โครงการบ้านจัดสรร 22 โครงการ และโครงการสาธารณูปโภคและเมือง 44 โครงการ
รายงานระบุว่า แหล่งเงินทุนมาจากรัฐบาล 37% ของเงินทุนทั้งหมด หรือประมาณ 470 ล้านล้านด่อง (5.8 ล้านล้านบาท) ขณะที่ 63% จะมาจากแหล่งอื่น ๆ
โครงการที่น่าสนใจ ได้แก่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาที่ดำเนินการโดยบริษัทโทรคมนาคม Viettel ซึ่งบริหารงานโดยกองทัพ ซึ่งจะดำเนินงานวิจัยเกี่ยวกับอุปกรณ์ไฮเทค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ และข้อมูล โครงการนี้มีมูลค่าประมาณ 10 ล้านล้านด่อง (ราว 12,000 ล้านบาท)
โครงการอื่น ๆ ได้แก่ ศูนย์นิทรรศการเวียดนามแห่งใหม่ของกลุ่มบริษัทวินกรุ๊ป (Vingroup) ซึ่งจะเป็นสถานที่จัดงาน นิทรรศการ และนิทรรศการต่างๆ
สะพาน Rach Mieu 2 จะเปิดให้สัญจรด้วย โครงการมูลค่า 6.8 ล้านล้านด่อง (8.4 พันล้านบาท) นี้ถูกเลื่อนออกไปอีกสี่เดือน โครงการอื่น ๆ ได้แก่ โรงพยาบาลมะเร็งในจังหวัดเหงะอานตอนกลาง ขนาด 1,000 เตียง โครงการพลังงานลมมูลค่า 1.57 ล้านล้านด่อง (1.9 พันล้านบาท) และโครงการสวนสนุกและพาณิชย์มูลค่า 79.8 ล้านล้านด่อง (98,000 ล้านบาท) ในนครดานัง
บริษัททั้งในและต่างประเทศจะมีส่วนร่วมในโครงการนี้ ตัวอย่าง เช่น ซูมิโตโม (Sumitomo Corp.) บริษัทการค้าของญี่ปุ่น มีสัญญาก่อสร้างมูลค่า 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.36 แสนล้านบาท) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเมืองอัจฉริยะฮานอยตอนเหนือ ขณะนี้ ซูมิโตโมกำลังทำงานร่วมกับกลุ่มบริษัท BRG ของเวียดนาม สำหรับโครงการเมืองอัจฉริยะเชิงทดลองที่ล่าช้ามานานนี้จะผสมผสานองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น พลังงาน การขนส่ง และการใช้ชีวิต
นอกจากโครงการเหล่านี้แล้ว เวียดนามคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการสนามบินลองแถ่ง (Long Thanh) ซึ่งเป็นสนามบินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ในจังหวัดด่งนาย ทางตอนใต้ในเดือนธันวาคมนี้ สนามบินแห่งใหม่นี้ออกแบบมาเพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรที่สนามบินเตินเซินเญิ้ต (Tan Son Nhat) ในนครโฮจิมินห์ หลังจากโครงการนี้ถูกเลื่อนออกไปอีกหนึ่งปีก่อนหน้านี้
รัฐบาลยังวางแผนที่จะเปิดทางหลวงใหม่ระยะทาง 3,000 กิโลเมตรภายในสิ้นปีนี้
เวียดนามกำลังดำเนินการปฏิรูปครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบสี่ทศวรรษ นำโดยนายโต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ผู้นำสูงสุดเวียดนาม โดยรัฐบาลเร่งรัดการก่อสร้างโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น สนามบิน ทางรถไฟ และทางหลวง
หนึ่งในเสาหลักของการปฏิรูป ได้แก่ มติที่ 68 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมภาคเอกชนของเวียดนาม ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกบดบังด้วยรัฐวิสาหกิจ ด้วยการมอบแรงจูงใจและการสนับสนุนเพิ่มเติมแก่บริษัทเอกชนเหล่านี้ เพื่อพัฒนาและปลดล็อกการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 18 สิงหาคม 2568

