เตือนไทย ปรับเกมสู้เวียดนาม เร่งลงทุน - ส่งออก ยกเครื่องเศรษฐกิจ
KEY POINTS
* ครึ่งแรกปี 2568 เวียดนามดึงลงทุนต่างชาติพุ่ง 32.6% อุตสาหกรรมการผลิตและการประมง เข้าไปลงทุนมากสุด
* “ทีดีอาร์ไอ” ชี้ไทยเสี่ยงตกขบวนดึง FDI โดยเฉพาะอุตสาหกรรมต้นน้ำสาขาที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูง
* จับตา จีน-เกาหลีใต้ สนใจลงทุนเวียดนามมากกว่าไทย
* แนะไทยเร่งปฏิรูป 3 ด้าน ค่าจ้างค่าแรง ทักษะ วิจัย และพัฒนา และลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคการลงทุน
การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของเวียดนามยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้ติดตามข้อมูลจากกระทรวงการวางแผน และการลงทุนเวียดนามรายงานช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.- มิ.ย.) มีต่างประเทศเข้ามาลงทุนในเวียดนามมูลค่า 21,510 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 32.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567
ทั้งนี้ เป็นโครงการใหม่ 1,988 โครงการ รวมมูลค่า 9,291 ล้านดอลลาร์ รวมทั้งมีโครงการที่เพิ่มมูลค่าการลงทุน 826 โครงการ รวมมูลค่า 8,945 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 2.2 เท่า และโครงการที่นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นจากบริษัทเวียดนาม 1,708 โครงการ รวมมูลค่า 3,280 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 73.6%
สำหรับสาขาที่ได้รับการลงทุนมากที่สุด คือ อุตสาหกรรมการผลิตและการประมง 12,000 ล้านดอลลาร์ รองลงมาเป็นอสังหาริมทรัพย์ 5,170 ล้านดอลลาร์ , กิจกรรมวิชาชีพ วิทยาศาสตร์และกิจกรรมทางวิชาการ 1,180 ล้านล้านดอลลาร์ และการจัดหาน้ำ การจัดการน้ำเสีย และของเสียรวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง 902.9 ล้านดอลลาร์
ประเทศที่เข้าลงทุนโครงการใหม่มากที่สุด คือ สิงคโปร์ มูลค่า 2,405 ล้านดอลลาร์ รองลงมาเป็นจีน 2,130 ล้านดอลลาร์ , สวีเดน 1,000 ล้านดอลลาร์ , ญี่ปุ่น มูลค่า 832.3 ล้านดอลลาร์ และไต้หวัน 725.8 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยเป็นผู้ลงทุนอันดับที่ 14 จาก 92 ประเทศที่เข้ามาลงทุนในเวียดนาม มูลค่า 59.4 ล้านดอลลาร์
ในขณะที่ FDI ที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ช่วง 6 เดือน แรกของปี 2568 มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริม 1,369 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 737,572 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันกับปีที่แล้วมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 132%
สำหรับจำนวนโครงการต่างชาติที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนคิดเป็น 73% ของจำนวนโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมทั้งสิ้น 1,880 โครงการ ส่วนมูลค่าเงินลงทุน FDI คิดเป็น 70% ของมูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้นที่ยื่นขอส่งเสริม (1.05 ล้านล้านบาท)
จำนวนโครงการ FDI ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมโลหะ และวัสดุ 285 โครงการ คิดเป็น 21% ของจำนวนโครงการต่างชาติที่ยื่นขอรับการส่งเสริมทั้งสิ้น รองลงมา ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องจักร และยานยนต์ 269 โครงการ คิดเป็น 20% และอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ 255โครงการ คิดเป็น 19%
ในด้านของมูลค่าเงินลงทุน ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล มูลค่ารวม 410,000 ล้านบาท คิดเป็น 56% ของมูลค่าเงินลงทุนจากต่างประเทศที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น รองลงมา ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ มูลค่ารวม 125,555 ล้านบาท คิดเป็น 17% และอุตสาหกรรมโลหะและวัสดุ มูลค่ารวม 59,897 ล้านบาท คิดเป็น 8%
“ญี่ปุ่น-จีน” สนใจลงทุนไทยน้อยลง :
นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ปัจจุบันการแข่งขันดึงดูดการลงทุน และการวางนโยบายของประเทศเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจได้มีความชัดเจนขึ้น และเป็นนโยบายที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งในอนาคตจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด เช่น การปฏิรูประบบราชการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ในขณะที่ไทยนั้นแม้ว่าในวงวิชาการจะทราบถึงปัญหาของประเทศ และนำเสนอแนวทางการแก้ไขตามวาระต่างๆ แต่กลับกลายเป็นว่าการปฏิรูปต่างๆ มักจะไม่เกิดผล เป็นตัวฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจไทย
รวมทั้งโครงการที่มีอยู่ก็เน้นที่ประชานิยมแจกเงินระยะสั้น หรือจะทำโครงการเศรษฐกิจก็เน้นที่เศรษฐกิจที่ไม่ค่อยยั่งยืน เช่น กัญชา กาสิโน สุราเสรีที่เป็นนโยบายที่ส่งผลกระทบทางสังคม และสุขภาพสูง และนโยบายแลนด์บริดจ์ที่มีงานศึกษาว่าไม่คุ้มค่า เป็นต้น
ทั้งนี้ เมื่อมองในอนาคตอันใกล้นี้ทั้งจีน และเกาหลีใต้เหมือนจะให้ความสนใจกับเวียดนามมากกว่าไทย ซึ่งทั้ง 2 ประเทศเป็นแบรนด์ผู้ชนะในโลกยุคดิจิทัล และจีนจะเริ่มเป็นผู้นำในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ร่วมกับสหรัฐ หากไทยยังไม่สามารถปฏิรูปได้ดีแบบเวียดนามก็มีความเสี่ยงที่ไทยอาจจะไม่สามารถแข่งขันได้ และกลายเป็นประเทศที่ช้ากว่าเวียดนามก็เป็นได้
ชี้จุดอ่อนไทย 3 ด้านดึง FDI :
นอกจากนี้ เมื่อดูในเรื่องของการดึงการลงทุน FDI จากดัชนี ASEAN FDI Attractiveness แสดงให้เห็นว่าจุดอ่อนที่ประเทศไทยต้องพัฒนา 3 ด้านหลักๆ เพื่อดึง FDI เข้าประเทศ ได้แก่
(1)แรงงาน และค่าจ้างแรงงาน (labor & wage) คือ ค่าจ้างต้องเหมาะสมเมื่อเทียบกับผลิตภาพแรงงาน โดยเมื่อไทยเป็นประเทศที่รายได้เฉลี่ยสูงกว่าเวียดนาม ย่อมมีค่าแรงสูงกว่า แปลว่าไทยต้องเก่งกว่าเวียดนามให้ได้ไม่น้อยกว่าค่าแรงที่สูงกว่า
(2)ความสามารถในการ วิจัย และพัฒนา เพื่อสร้างนวัตกรรม (Talent& Innovation) การทำวิจัย พัฒนา และสร้างนวัตกรรม โดยต้องสนับสนุนการสร้าง และดึงคนเก่งจากต่างประเทศให้เข้ามาทำงานในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมที่เป็นส่วนหนึ่งของอนาคตของโลก เช่น AI เซมิคอนดักเตอร์ (semiconductor) การแพทย์ อาหารอนาคต เป็นต้น รวมไปถึงการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อยกระดับเทคโนโลยี การทำวิจัยและพัฒนา และการสร้างนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง
(3)เรื่องกฎระเบียบ กฎหมาย ต้องยกเลิกที่ไม่จำเป็น ที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้ามาลงทุน การสนับสนุนการแข่งขัน ลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ลดคอร์รัปชันที่ทำให้ภาพลักษณ์การทำธุรกิจ และการลงทุนของไทยดูไม่ดีในสายตาของคนภายนอก ซึ่งเรื่องเหล่านี้ต้องมีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
จับตาเมกะโปรเจกต์ดึงลงทุนเวียดนาม :
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เวียดนามกำลังเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยหากไทยยังไม่เร่งดำเนินการอะไรอย่างจริงจังจะมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และตามขบวนการพัฒนาของภูมิภาคไม่ทัน เนื่องจากทุกประเทศต่างก็ทำอย่างเต็มที่เพื่อดึงดูดการลงทุนแล้ว
ทั้งนี้ เวียดนามประกาศแผนลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ มูลค่าสูงถึง 10% ของ GDP หรือ 1.5 ล้านล้านบาท เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโต 8% ในปี 2568 และก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2588 เป็นสัญญาณที่ไทยต้องตื่นตัวเร่งด่วน
นายเกรียงไกร กล่าวว่า แม้แผนลงทุนดังกล่าวของเวียดนามจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อไทยระยะสั้น เพราะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ต้องใช้เวลา 3-5 ปี ในการดำเนินการ แต่แผนที่ชัดเจนนี้ได้ทำให้ทั่วโลกหันมาจับตามองเวียดนามมากขึ้น และอาจทำให้กลุ่มนักลงทุนที่ยังไม่รีบตัดสินใจเลือกแหล่งลงทุนชะลอการตัดสินใจเพื่อรอดูความคืบหน้าของโครงการ
อย่างไรก็ตาม ทุกประเทศในภูมิภาคกำลังปรับตัวจริงจังเพื่อดึงดูดลงทุนจากต่างชาติ โดยสิงคโปร์ที่ร่วมมือกับมาเลเซียจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์-สิงคโปร์ (Johor-Singapore Special Economic Zone – JS-SEZ) เพื่อใช้จุดแข็งเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจ ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศโดยใช้จุดแข็งของทั้งสองประเทศมาผสมผสานเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 25 สิงหาคม 2568