ต่างชาติลงทุนในไทย 7 เดือนปี’68 แตะ 1.6 แสนล้านบาท ญี่ปุ่นอันดับหนึ่ง
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผย 7 เดือนปี’68 ต่างชาตินำเงินลงทุนเข้าไทยแตะ 1.6 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี’67 กว่า 7 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 75% ญี่ปุ่นลงทุนอันดับหนึ่ง 69,817 ล้านบาท ตามด้วยสหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เปิดเผยว่า 7 เดือน ปี 2568 (มกราคม-กรกฎาคม) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 583 ราย โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 150 ราย
และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 433 ราย มูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 159,460 ล้านบาท โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรกของ 7 เดือน ปี 2568 ได้แก่
(1)ญี่ปุ่น 112 ราย คิดเป็นร้อยละ 19 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 69,817 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ
-ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ โดยเป็นการจัดซื้อสินค้า วัตถุดิบ และชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ
-ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือ ให้บริการ
-ธุรกิจบริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย
-ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น พลาสติกคอมพาวนด์และมาสเตอร์แบตช์ สิ่งพิมพ์ลามิเนตเพื่อบรรจุภัณฑ์ อุปกรณ์สำหรับรถแทรกเตอร์เพื่อการเกษตร และชิ้นส่วนยานพาหนะ
(2)สหรัฐอเมริกา 85 ราย คิดเป็นร้อยละ 15 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 3,238 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ
-ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม :
ธุรกิจค้าปลีกสินค้า เช่น ชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งยานพาหนะ

-ธุรกิจโฆษณา :
ธุรกิจบริการรับจ้างผลิต เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ โลหะผสมสำหรับผลิตเครื่องประดับ และ Captive Screw for PCB
(3)สิงคโปร์ 74 ราย คิดเป็นร้อยละ 13 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติ ลงทุน 22,872 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ
3.1 ธุรกิจบริการสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน
3.2 ธุรกิจบริการสนับสนุนและบริหารจัดการการวิจัยทางคลินิก
3.3 ธุรกิจบริการให้ใช้แอปพลิเคชั่นสำหรับเชื่อมต่อกับระบบกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์
3.4 ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป บรรจุภัณฑ์กระดาษเคลือบพลาสติกชีวภาพ แม่พิมพ์/ชิ้นส่วนพลาสติก และ Printed Circuit Board
(4)จีน 73 ราย คิดเป็นร้อยละ 13 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติ ลงทุน 20,029 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ
-ธุรกิจการจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบ สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ
-ธุรกิจบริการซ่อมแซมและบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า
-ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือ ให้บริการ
-ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากการผลิต PCBA, ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติก ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และ Multilayer Printed Circuit Board
(5)ฮ่องกง 64 ราย คิดเป็นร้อยละ 11 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 11,467 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ
5.1 ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม ภายในบริเวณพื้นที่แปลงสำรวจที่ได้รับสัมปทานและสัญญาแบ่งปันผลผลิตในอ่าวไทย
5.2 ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โดยการออกแบบ ทดสอบ ปรับปรุงชิ้นส่วนและอุปกรณ์สำหรับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์
5.3 ธุรกิจบริการ Data Center
ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ไฟฟ้าจากขยะ เครื่องมือไฟฟ้า (Power Tools) และผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล
การเข้ามาประกอบธุรกิจของคนต่างชาติในไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมข้างต้น มีส่วนช่วยในการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมหลุมขุดเจาะ องค์ความรู้เกี่ยวกับบำรุงรักษางานระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในโครงการรถไฟฟ้า องค์ความรู้เกี่ยวกับการบำรุงรักษาสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว องค์ความรู้เกี่ยวกับสถานีจัดประจุไฟฟ้า เป็นต้น
เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 พบว่าการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย เพิ่มขึ้น 123 ราย (27%) (เดือน ม.ค.-ก.ค. 68 อนุญาต 583 ราย/เดือน ม.ค.-ก.ค. 67 อนุญาต 460 ราย) และมีมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 68,473 ล้านบาท (75%) (เดือน ม.ค.-ก.ค. 68 ลงทุน 159,460 ล้านบาท/เดือน ม.ค.-ก.ค. 67 ลงทุน 90,987 ล้านบาท)
รวมถึงมีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวเพิ่มขึ้น 1,940 คน (90%) (เดือน ม.ค.-ก.ค. 68 จ้างงาน 4,085 คน/เดือน ม.ค.-ก.ค. 67 จ้างงาน 2,145 คน) โดยจำนวนนักลงทุนที่เข้ามาสูงสุดยังคงเป็นนักลงทุนญี่ปุ่นเช่นเดียวกับปีก่อน
ก.ค. 2568 อนุญาตต่างชาติประกอบธุรกิจในไทย 81 ราย :
เฉพาะเดือนกรกฎาคม 2568 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจในไทย 81 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 27 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 54 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 47,954 ล้านบาท
ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจาก ญี่ปุ่น ฮ่องกง และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ มีการจ้างงานคนไทย 799 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมหลุมขุดเจาะ องค์ความรู้เกี่ยวกับระบบเชื่อมโลหะสำหรับส่งก๊าซและน้ำมัน องค์ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบและกระบวนการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCBA) เป็นต้น
สำหรับธุรกิจที่คนต่างชาติได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในเดือนกรกฎาคม 2568 ได้แก่
-ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศเพื่อจัดซื้อสินค้า วัตถุดิบ และชิ้นส่วน สำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ
-ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม ภายในบริเวณพื้นที่แปลงสำรวจที่ได้รับสัมปทานในอ่าวไทย
-ธุรกิจบริการพัฒนา Enterprise Software
-ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะหล่อขึ้นรูป ผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากการผลิต PCBA และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ เป็นต้น
ลงทุนในพื้นที่ EEC :
สำหรับการลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ช่วง 7 เดือน ปี 2568 (มกราคม-กรกฎาคม) มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 176 ราย คิดเป็น 30% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 จำนวน 39 ราย (28%) (เดือน ม.ค.-ก.ค. 68 ลงทุน 176 ราย/เดือน ม.ค.-ก.ค. 67 ลงทุน 137 ราย) โดยมีมูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC 73,186 ล้านบาท คิดเป็น 46% ของเงินลงทุนทั้งหมด
โดยเป็นนักลงทุนจากประเทศ *ญี่ปุ่น 44 ราย ลงทุน 26,937 ล้านบาท *จีน 43 ราย ลงทุน 14,442 ล้านบาท *ฮ่องกง 18 ราย ลงทุน 5,264 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 71 ราย ลงทุน 26,543 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ
-ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ โดยเป็นการจัดซื้อสินค้า วัตถุดิบ และชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ
-ธุรกิจบริการออกแบบ จัดหาวัสดุและอุปกรณ์ ก่อสร้าง ติดตั้ง ทดสอบเครื่องจักรและระบบการทำงานต่าง ๆ สำหรับโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือและสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว
-ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยการออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์
-ธุรกิจบริการเขต Data Center
-ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปจากแผ่นวงจรพิมพ์ ผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อการอุตสาหกรรม และผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล เป็นต้น
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 27 สิงหาคม 2568