เศรษฐกิจโลก 2 ขั้วมหาอำนาจโลก "ศุภวุฒิ" หนุนไทยร่วม CPTPP เปิดตลาดใหม่
เศรษฐกิจโลก 2 ขั้วมหาอำนาจโลก "ศุภวุฒิ" หนุนไทยร่วม CPTPP เปิดตลาดใหม่
"ศุภวุฒิ" ชี้ เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนจาก 2 มหาอำนาจโลก เกิดระบบการค้าแบบ "กั๊ก" แนะไทยเข้าร่วม CPTPP เปิดเสรีการนำเข้าสินค้าเกษตร พัฒนาระบบโลจิสติกส์ เดินหน้า Wellness Economy พาประเทศไทยอยู่รอด
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) จัดงาน “ITD Research Forum 2025” เผยแพร่ผลงานวิจัยแห่งปี ภายใต้แนวคิด Trade Transforming, Connecting Future เพื่อเป็เสนอผลงานวิจัย กำหนดนโยบายต่อโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในอนาคต เกี่ยวกับการปรับตัวของเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคอาเซียน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เพื่อต่อยอดองค์ความรู้สู่การพัฒนาของประเทศ
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวในปาฐกถาพิเศษเรื่อง “พลวัตเศรษฐกิจโลกกับโจทย์ใหญ่ของประเทศกำลังพัฒนา” ว่า โจทย์ใหญ่ของไทย คือ การที่ประเทศมหาอำนาจ 2 ประเทศ คือ สหรัฐและจีนไม่ลงรอยกัน และนโยบายบริหารประเทศก็ต่างกัน

ทั้งนี้ จีนมีนโยบาย “Made in China 2025” อุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี 10 ประเภท ถูกเลือกให้เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่จีนควรจะเข้าไปเป็นผู้นำให้ได้ภายในปี 2025 เช่น ปัญญาประดิษฐ์ , รถยนต์ไฟฟ้า, พลังงานหมุนเวียน เป็นต้น ซึ่งประสบความสำเร็จมาก
ขณะที่สหรัฐ นำโดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ใช้นโยบายการค้าด้วยเก็บภาษีตอบโต้คู่ค้า และเมินการใช้การค้าแบบพหุภาคีขององค์การการค้าโลก (WTO) โดยแปรเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและคู่ค้าเป็นแบบทรัมป์สั่ง
รวมทั้งถอนตัวจากการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกที่ครอบคลุมและก้าวหน้า (CPTPP) และ WTO รวมถึงปิดองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (United States Agency for International Development หรือ US AID)
"สหรัฐนำโลกการค้าสู่โลกใหม่ที่ใช้ภาษีเป็นเครื่องมือ โดยภาษีศุลการที่มีการปรับขึ้นจะทำให้โลกมีแต่ภาษีที่เพิ่มขึ้นเรื่อย แม้นายทรัมป์จะพ้นตำแหน่งการเก็บภาษีก็ยังอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการรักษาฐานเสียงของรีพับริกัน"
นายศุภวุฒิ กล่าวว่า ปัญหาของ 2 ประเทศ ทำให้เกิดการแยกห่วงโซ่อุปทาน (decoupling) ระหว่างจีน-สหรัฐ โดยสหรัฐบีบคู่ค้า และไทยก็เช่นกันถูกให้เลือกข้าง ซึ่งไทยรู้ถึงความกดดันแต่ไทยต้องต้านทานไว้เพื่อไม่ต้องเลือกข้าง เพราะไทยจะค้าขายทั้ง 2 ประเทศ
สำหรับสถานการณ์แบบนี้เป็นการ Export control ด้วยระบบภาษี ทำให้การค้าโลกกลายเป็นการค้าแบบ "กั๊กกัน" ดังนั้นไทยต้องปรับตัวและรับสภาพ
นอกจากนี้ ปัจจุบันสหรัฐและจีนมีสัดส่วน GDP รวมกัน 40% ของโลก ดังนั้นจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าเศรษฐกิจกับประเทศอื่นกลุ่มต่างๆ ที่เป็นไปได้คือ CPTPP ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ทันสมัย ประเทศไทยควรตัดสินใจเข้าร่วมได้ เพราะสหภาพยุโรป (EU) ก็หันมามองกลุ่ม CPTPP แล้ว ดังนั้นไทยไม่ควรตกขบวน
สำหรับเศรษฐกิจไทยอ่อนแรงลงช่วง 25 ปีที่ผ่านมา โดย GDP เคยโตถึง 8% ปัจจุบันลดลงเหลือ 0.5-1.0% การขยายตัวของ GDP บวกเงินเฟ้อลดลงเรื่อยๆ การตั้งงบประมาณตั้งงบประมาณแบบขาดดุลมาตลอด การไหลของเงินก็ลดลงเช่นกัน
ขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้สูง ซึ่ง สศช.ออกโรงเตือนรัฐบาลแบกดอกเบี้ยสูงเสี่ยงถูกละระดับลงทุน ส่วนเงินบาทก็แข็งค่าเกินไป แต่ทุนสำรองต่างประเทศมีมากถึง 9.28 ล้านล้านบาท คิดเป็น 50.4% ของ GDP ซึ่งเห็นว่าควรตั้งกองทุนสำรองต่างประเทศเพื่อจะได้มีเงินไปลงทุน
“ท่ามกลางความท้าทายที่กล่าวมาประเทศไทยต้องเร่งทำ คือ ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐและเข้าร่วม CPTPP การเปิดเสรีการนำเข้าสินค้าเกษตรเพื่อขยายกำลังการผลิตแปรรูปอาหาร ปรับปรุงการเกษตรให้ทันสมัย พัฒนาระบบโลจิสติกส์ทางรถไฟ ท่าเรือให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งเพื่อสร้างความมั่นทางด้านอาหารในภูมิภาค"
รวมทั้งการเปลี่ยนการเติบโตจากการส่งออกและภาคอุตสาหกรรมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อน Wellness Economy ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทยที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยขณะนี้ไทยอยู่ระหว่างการพัฒนาจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 อยู่ โดยทั้งหมดนี้ก็อยู่ในแผน
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 27 สิงหาคม 2568