ไฮสปีดเทรนไปต่อไม่ได้
นับจากวันเริ่มต้นเซ็นสัญญาร่วมทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินในเดือนตุลาคม 2562 มาถึงวันนี้ โครงการมูลค่า 224,544.36 ล้านบาทโครงการนี้ยังไปไม่ถึงไหน
โดยผู้ชนะประมูลโครงการได้แก่ บริษัทเอเชีย เอรา วัน ยังไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขเพื่อขอรับหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (Notice to Proceed หรือ NTP) ก่อสร้างจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ในฐานะคู่สัญญาร่วมทุนได้ หลังจากที่โครงการต้องล่าช้าจากการระบาดของโควิด-19 มาไม่ต่ำกว่า 2 ปี 10 เดือน
ความล่าช้าดังกล่าวมีผลทำให้สภาพการณ์ของโครงการเปลี่ยนไปจากวันที่เซ็นสัญญาร่วมทุน ทั้งการประเมินผลตอบแทนการลงทุนที่มีตัวเลขลดลง จำนวนผู้โดยสารไม่เป็นไปตามเป้า ความน่าสนใจในการเข้ามาลงทุนใน EEC และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงขึ้น
ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากความล่าช้าของโครงการอันเป็นสาเหตุใหญ่มาจากการระบาดของโควิด-19 อันเป็นเหตุสุดวิสัยจนคู่สัญญาไม่สามารถจ่ายค่าใช้สิทธิรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์และการประสบปัญหาเงินกู้ ทำให้โครงการเดินต่อไปไม่ได้ จนเหลือทางเลือกเพียง 3 ทางคือ การบอกเลิกโครงการกับการแก้ไขสัญญาร่วมทุนและแนวโน้มที่จะให้ ร.ฟ.ท.ดำเนินโครงการต่อไปเอง
ปรากฏคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เลือกจะขับเคลื่อนให้โครงการดำเนินต่อไปได้ด้วยการแก้ไขสัญญาร่วมทุน ตามข้อเสนอของบริษัทเอเชีย เอรา วัน และเห็นชอบในหลักการ 5 ข้อ มีสาระสำคัญอยู่ที่วิธีชำระเงินที่รัฐร่วมทุน เปลี่ยนมาเป็นจ่ายเป็นงวดตามความก้าวหน้าของงาน โดยเอกชนต้องวางหลักประกันเพิ่มเติมจากสัญญาเดิม 160,000 ล้านบาท และแบ่งชำระสิทธิในโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ 7 งวด
หลักการนี้ได้รับการยินยอมทั้ง ร.ฟ.ท. และบริษัทเอเชีย เอรา วัน จนนำไปสู่การร่างและตรวจแก้ไขสัญญาร่วมทุนของอัยการสูงสุด เพื่อปรับถ้อยคำก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.เป็นขั้นตอนสุดท้าย และถึงกับกำหนดไทม์ไลน์เพื่อเริ่มต้นการก่อสร้าง (NTP)
ทว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มาเป็นรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทำให้โครงการประสบเหตุการณ์พลิกผันอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลเห็นว่าร่างแก้ไขสัญญาร่วมทุน ร.ฟ.ท.จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ โดยอ้างความเห็น 18 ข้อของสำนักงานอัยการสูงสุดและนำมาซึ่งการประกาศให้กลับไปใช้สัญญาร่วมทุนฉบับเดิม
คำประกาศดังกล่าวจึงส่งผลกระทบทันทีกับหลักการแก้ไขสัญญาร่วมทุน 5 ข้อ ขณะที่ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท.ก็ประกาศลาออกจากตำแหน่งในห้วงเวลาเดียวกัน ส่งผลให้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินกลับต้องมาตกอยู่ในภาวะชะงักงัน “ไปต่อไม่ได้” และต้องกลับมาเริ่มต้นนับ 1 ใหม่ โดยที่ยังไม่เห็นอนาคตของความสำเร็จแต่อย่างใด
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 18 ตุลาคม 2568

