เศรษฐกิจจีนชะลอตัว "แผลเก่า" ยังคงสำแดงอิทธิฤทธิ์
ทางการจีนเผยแพร่ตัวเลขทางเศรษฐกิจออกมาเมื่อ 19 ตุลาคมนี้ ท่ามกลางบริบทแวดล้อมที่น่าสนใจหลายประการ ตั้งแต่ปัญหาตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา ที่กลับมายกระดับสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากการประกาศควบคุมการส่งออกสินแร่หายากไปก่อนหน้านี้ เรื่อยไปจนถึงการเริ่มการประชุมคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่จะเป็นเครื่องกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต ที่เงื่อนปมทางด้านเศรษฐกิจกลายเป็นวาระสำคัญขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
คำถามที่ว่า เศรษฐกิจของจีนในเวลานี้ตกอยู่ในสภาพอย่างไร และจีนควรดำเนินการอะไรบ้าง เพื่อรับมือกับความท้าทายที่กำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ จึงมีความหมายขึ้นมา สอดรับกับการแถลงดัชนีชี้สภาวะเศรษฐกิจครั้งนี้พอดิบพอดี
ตามรายงานอย่างเป็นทางการ เศรษฐกิจจีนในช่วงไตรมาสที่ 3 ยังคงขยายตัวอยู่ที่ระดับ 4.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา อันเป็นระดับที่สอดคล้องกับการคาดหวังของบรรดานักวิเคราะห์ทั้งหลายที่คาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้ นี่น่าจะเป็นเรื่องดีที่ทำให้บรรดาผู้สันทัดกรณีที่เชื่อว่า ไม่ว่าจะเผชิญปัญหามากมายแค่ไหน จีนก็สามารถหาหนทางปลุกปั้นเศรษฐกิจของประเทศให้ขยายตัวในระดับที่จำเป็นได้อยู่ดี
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาตัวเลขอย่างเป็นทางการเหล่านั้นอย่างถี่ถ้วน นักวิเคราะห์และนักวิชาการทางด้านเศรษฐศาสตร์บางคนยังชี้ให้เห็นว่า ในท่ามกลางตัวเลขโดยรวมที่ดูสวยหรูนั้น มีดัชนีบางตัวที่ยังคง “ติดลบ” อยู่อย่างน่าประหลาดใจและชวนให้ฉุกคิดว่าเป็นสัญญาณ “เตือนภัย” ถึงอะไรบางอย่างหรือไม่ในระบบเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบันของจีน
ดัชนีที่ก่อให้เกิดข้อสังเกตดังกล่าวก็คือ ตัวเลขแสดงผลการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ซึ่งรวมถึงการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ที่ปรากฏผลออกมาติดลบ 0.5% ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ เพราะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการผลิตต่างชะลอตัวลงพร้อม ๆ กัน การติดลบดังกล่าวเกิดขึ้นแบบเหนือความคาดหมาย เพราะผลการสำรวจความคิดเห็นของบรรดานักวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ที่จัดทำโดยรอยเตอร์ คาดการณ์ว่า ตัวเลขดังกล่าวนี้จะขยายตัวขึ้นเล็กน้อย 0.1%
หากตรวจสอบดูเฉพาะการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์จากถ้อยแถลงครั้งนี้ จะพบว่าการลงทุนในด้านนี้ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ร่วงลงมามากถึง 13.9% นับตั้งแต่เริ่มต้นปีมาจนถึงเดือนกันยายน เป็นการร่วงลงเพิ่มเติมจากเดิมที่เคยลดลง 12.9% ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้
จาง จื่อเว่ย ประธานและหัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์ประจำ พินพอยต์ แอสเซท แมเนจเมนท์ ยืนยันว่า การติดลบของการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในจีนถือเป็นกรณี “เกิดได้ยากและชวนตกใจ” และจะกลายเป็นแรงกดดันให้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของจีนในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ให้ลดน้อยลงตามไปด้วย
จากการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังกลับไปจนถึงปี 1992 พบว่าครั้งหลังสุดที่ตัวเลขการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในจีนปรากฏเป็น “ลบ” นั้น เกิดขึ้นเมื่อปี 2020 ระหว่างการเกิดวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19
บรูซ ผาง รองศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยไชนีสฮ่องกง (ซียูเอชเค) ยอมรับว่า ตัวเลขล่าสุดนี้แสดงให้เห็นว่า ภาวะอ่อนแอในด้านการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ในจีน อาจคงอยู่ยาวนานกว่าที่เคยคาดหมายเอาไว้ เขาตีความการติดลบครั้งนี้ไว้สองทาง หนึ่งนั้นอาจเป็นเพราะว่า กำลังเกิดการปรับโครงสร้างขึ้นในภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นไปได้เช่นกันที่ว่า ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า การลงทุนในด้านนี้จะไม่มีวันกลับคืนไปสู่ระดับเดิมที่เคยเป็นได้อีกต่อไปแล้ว
“ภายใต้บริบทต่าง ๆ เหล่านี้ ทางการจีนจำเป็นต้องพิจารณาให้ดีว่า ทำอย่างไรถึงจะใช้ประโยชน์ของการลงทุนในด้านอื่น ๆ มาเติมเต็มช่องว่างที่เกิดขึ้นในการลงทุนด้านนี้ให้ได้” บรูซ ผาง ระบุ
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ในขณะที่เกิดการติดลบในด้านนี้ ภาคการผลิตเชิงอุตสาหกรรมกลับไต่ระดับสูงขึ้น 6.5% ในเดือนกันยายน เป็นการเพิ่มขึ้นจากการขยายตัว 5.2% ที่เกิดขึ้นในเดือนก่อนหน้านั้น
กลับมาในส่วนของการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ตัวเลขของทางการจีนแสดงให้เห็นว่า หากตัดเอาการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ออกไป ส่วนที่เหลือจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 3% ลดลงจากอัตราการขยายตัวที่ 4.2% เมื่อเดือนสิงหาคม การลงทุนของภาคเอกชนในสินทรัพย์ถาวร ไม่รวมอสังหาริมทรัพย์ เพิ่มขึ้น 2.1% ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนกันยายน ลดลงจากระดับ 3% ในเดือนสิงหาคมปีนี้
เอสวาร์ ปราสาท ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ชี้ให้เห็นว่า ภาวะอ่อนตัวของการใช้จ่ายเพื่อการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภาคเอกชน สะท้อนให้เห็นถึงการขาดความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ในอนาคต และการขาดความเชื่อมั่นต่อนโยบายของรัฐบาลว่าจะเกื้อหนุนให้เกิดการขยายตัวดังกล่าวได้
ในขณะเดียวกัน ตัวเลขแสดงสภาวะการค้าปลีกในเดือนกันยายนของจีน ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3% สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า ตัวเลขยอดขายอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ที่เคยพุ่งทะยานสูงขึ้นถึง 25.3% ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ กลับขยายตัวเพิ่มเพียง 3.3% เท่านั้นในเดือนกันยายน เป็นสัญญาณบ่งชี้ให้เห็นว่า โครงการสนับสนุนให้ผู้บริโภคชาวจีนซื้อสินค้าอุปโภคก่อนหน้านี้เริ่มอ่อนกำลังลงอย่างชัดเจน
อัตราการว่างงานในเขตเมือง ขยับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 5.2% ในเดือนกันยายนจากที่เคยอยู่ที่ 5.3% ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ภาคการส่งออกก็ยังคงไปได้ดี แม้จะเกิดความตึงเครียดกับสหรัฐอเมริกาอยู่ก็ตาม ดัชนีราคาผู้บริโภค ซึ่งไม่รวมค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและอาหาร ขยับสูงขึ้นในอัตราสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2024 เป็นต้นมา แต่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน หรือเฮดไลน์ อินเฟลชั่น กลับลดลง 0.3% ต่ำกว่าที่คาดหมายไว้ เพราะภาวะเงินฝืดในระบบเศรษฐกิจยังคงทรงตัวอยู่นั่นเอง
ถิง ลู่ หัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์ของโนมูระ แสดงความเชื่อมั่นไว้ว่า ในอนาคตเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมจะยังคงเป็นแกนหลักสำหรับจีนไปอีกระยะหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ ทางการจีนจึงจำเป็นต้องสะสางปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ให้ได้ภายในช่วงปี 2026-2030 ไม่เช่นนั้นทุกอย่างที่เหลือจะกลายเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ไป เช่นเดียวกับที่การลงทุนมากเกินไปในอุตสาหกรรมใหม่อย่างรถยนต์อีวี เป็นอยู่ในเวลานี้นั่นเอง
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 22 ตุลาคม 2568

