รู้จักโรคหลอดเลือดสมองผิดปกติ "AVM" ระเบิดเวลาที่อันตรายถึงชีวิต
KEY POINTS :
* โรค AVM คือภาวะหลอดเลือดแดงและดำในสมองเชื่อมต่อกันผิดปกติ ทำให้เสี่ยงต่อการแตกและมีเลือดออกในสมอง ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
* ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการแสดงที่ชัดเจนจนกว่าหลอดเลือดจะแตก ทำให้โรคนี้ถูกเปรียบเปรยว่าเป็น "ระเบิดเวลา" ที่ซ่อนอยู่ในสมอง
* การรักษามีความซับซ้อนและเสี่ยงสูงเทียบเท่าการกู้ระเบิด โดยมีวิธีการหลักคือการผ่าตัด การฉายแสง และเทคนิคทางสายสวน ซึ่งต้องอาศัยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
นพ.ภูมิธรรม ลิมวัฒนานนท์ ประสาทศัลยแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีร่วมรักษาระบบประสาท โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมองผิดปกติชนิด AVM (Arteriovenous Malformation) คือภาวะที่ หลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำในสมองเชื่อมต่อกันผิดปกติ จนเกิดการไหลเวียนของเลือดผิดทิศทาง เลือดจะไหลแรงเกินไปในบริเวณที่ผนังหลอดเลือดเปราะบาง ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการแตกหรือเลือดออกในสมอง
โรคนี้เปรียบเหมือน ‘ระเบิดเวลาที่ซ่อนอยู่ในสมอง’ เพราะไม่มีใครบอกได้ว่าจะระเบิดเมื่อไร อาการของโรคอาจมีตั้งแต่ปวดศีรษะรุนแรง อาการชัก หรืออื่นๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับตำแหน่งของ AVM ในผู้ป่วยแต่ละราย
โดยการรักษาจึงไม่ต่างจากการกู้ระเบิด ต้องอาศัยทั้งความแม่นยำ และประณีตที่สุด ทุกการขยับของมือคือความเสี่ยง เพราะเส้นเลือดสมองมีขนาดเล็กและเปราะมาก ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจหมายถึงชีวิตของผู้ป่วยได้
ทั้งนี้ ต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีล้ำสมัยและความเชี่ยวชาญเฉพาะทางระดับสูง ทีมแพทย์ต้องทำงานร่วมกันแบบสหสาขา เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างแม่นยำและปลอดภัยที่สุดในทุกขั้นตอน โดยโรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นรักษาได้ 3 แบบ คือ
(1)การผ่าตัดเป็นการเปิดกะโหลกเข้าไปที่รอบ ๆ และยกหลอดเลือดออกจากสมองออกมา แต่นับว่าวิธีการผ่าตัดนี้มีความเสี่ยงสูง
(2)วิธีรักษาด้วยการฉายแสง
(3)การรักษาด้วยเทคนิคทางสายสวน
ด้าน รศ.นพ.พิชเยนทร์ ดวงทองพล ประธานศูนย์ความเป็นเลิศหลอดเลือดสมองโป่งพอง (NVIS) โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ผู้ป่วยโรค AVM ส่วนใหญ่มีอัตราการเสียชีวิตสูงและมีความเสี่ยงระหว่างการรักษา ที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างสูง
ดังนั้น ความท้าทายของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ จึงไม่ใช่เพียงการรักษาผู้ป่วยแต่ละรายให้สำเร็จ แต่ยังต้องยกระดับการเข้าถึงการรักษา ให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียม
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 29 ตุลาคม 2568

