หอค้าอังกฤษเร่งไทยทำ FTA ขอเท่าเทียม "อียู" สกัดส่งออกเสียเปรียบ
ปี 2569 จะเป็นปีครบรอบ 80 ปีในการก่อตั้งหอการค้าอังกฤษแห่งประเทศไทย (British Chamber of Commerce Thailand : BCCT) ซึ่งก่อตั้งปี 2489 เป็นหอการค้าต่างประเทศแห่งแรกที่เข้ามาในประเทศไทย และมีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยาวนานกว่า 100 ปี
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์ นางสาวภิญญาภา สมพงษ์ ประธาน BCCT ถึงมุมมอง แนวนโยบายในการส่งเสริม และผลักดันการค้าการลงทุนระหว่าง 2 ประเทศ
ซัพพอร์ตคนไทยลงทุนอังกฤษ :
บทบาทของการค้าอังกฤษ-ไทยค่อนข้างหลากหลาย และเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยผู้ประกอบการให้มีโอกาสขยายการลงทุน การทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นในประเทศ รวมไปถึงประเทศอังกฤษ และปัจจุบันเรามีสมาชิกมากกว่า 560 บริษัท ไม่ว่าจะเป็นบริษัทในไทย หรือบริษัทต่างชาติที่ลงทุนในประเทศอังกฤษ หอการค้าจะพยายามช่วยเปิดโอกาส โดยเฉพาะการเจรจาการค้า
นอกจากนี้ เรายังมีการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างสัมพันธ์ของสมาชิก เชิญผู้เชี่ยวชาญ วิทยากรที่มีองค์ความรู้มาให้ข้อมูล โดยเฉพาะในเรื่องของการตลาด สภาพเศรษฐกิจ เพื่อให้นักธุรกิจตั้งรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความเข้าใจด้านกฎหมาย กฎระเบียบความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการลงทุน เป็นต้น
“สมาชิกของหอการค้าอังกฤษ-ไทยค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะด้านการศึกษา พลังงาน ร้านอาหาร ค้าปลีก-ค้าส่ง การเงิน ซึ่งเราจะให้ความสำคัญกับบริษัทที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย แต่ก็พร้อมที่จะให้ข้อมูล ส่งเสริม และสนับสนุนสำหรับภาคธุรกิจที่สนใจจะไปลงทุนทำธุรกิจในประเทศอังกฤษด้วย และก็เชื่อว่าโอกาสที่จะมีสมาชิกเข้าร่วมมากขึ้น เห็นได้ชัดช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีสมาชิกเข้าใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”
ความท้าทาย ศก.ไทย-อังกฤษ :
สถานการณ์และสภาพเศรษฐกิจในปี 2568 ต้องยอมรับว่ามีความท้าทาย หากดูเฉพาะในตัวเศรษฐกิจของอังกฤษเอง จากนโยบายที่ต้องการสนับสนุนภาคธุรกิจในประเทศ และสนับสนุนภาคธุรกิจในเรื่องของการนำเข้า-ส่งออก อีกทั้งกระตุ้นการส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ และยังคาดหวังให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2569 มีการเติบโตขึ้น รวมไปถึงประเทศไทยที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการบริโภคและภาคการท่องเที่ยว แม้ว่านักท่องเที่ยวในปีนี้จะมีการเติบโตไม่มาก แต่ก็มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น
ส่วนการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ก็เห็นได้จากนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เข้ามามีบทบาทช่วยส่งเสริมและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการประกอบธุรกิจมากขึ้น ขณะที่การค้าข้ามแดนก็ยังเป็นปัจจัยที่จะต้องติดตาม เนื่องจากว่ามีผลกระทบต่อการค้าอยู่บ้าง แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในปีหน้าความชัดเจนในเรื่องของนโยบาย ภาคธุรกิจ และการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามา จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น ทั้งภาคธุรกิจ นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ ซึ่งจะมีผลต่อภาคการเจรจาทำให้ง่ายและมีความรวดเร็วมากขึ้น
ขอไทยทำ FTA แนวเดียวกับอียู :
จากนโยบายของนายกรัฐมนตรีอังกฤษคนปัจจุบัน มีการวางแนวนโยบายด้านภาษี โดยเฉพาะกับตลาดยุโรป ซึ่งมีการพูดคุยเจรจาให้มีข้อชัดเจนมากขึ้น และตอนนี้ก็มีการเจรจาภาษีกับสหรัฐ เพื่อให้ได้อัตราภาษีที่ยังคงสามารถแข่งขันได้ อีกทั้งอังกฤษเองยังมีการเดินหน้าเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) โดยเอฟทีเอกับอินโดนีเซียคาดว่าจะสามารถสรุปข้อตกลงได้ภายในต้นปี 2569 และอินเดียอยู่ระหว่างเจรจา ส่วนประเทศที่มีข้อตกลงกับอังกฤษแล้วคือเวียดนาม
ส่วนการค้าระหว่างไทย-อังกฤษถือว่ามีมูลค่าการค้าระหว่างกันสูง และแนวนโยบายของอังกฤษเองยังมีการส่งเสริมเรื่องของการค้า การส่งออกมาที่ไทยให้มีความสะดวกมากขึ้น โดยนำเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ ส่วนอัตราภาษีก็ยังคงอยู่ในระดับปกติ ขึ้นอยู่กับรายการสินค้า ซึ่งระดับอัตราภาษีจะไม่เท่ากัน แต่ก็ยังมีประเด็นที่น่าจับตา หากการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนและได้ข้อตกลงในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 จะมีผลกระทบจากอังกฤษ เพราะหากเทียบต้นทุนการค้า การส่งออกของอังกฤษ ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าอียู ก็อาจทำให้การค้า การส่งออกของไทยมุ่งไปตลาดอียูมากขึ้น
ดังนั้น สิ่งที่หอการค้าอังกฤษ-ไทย อยากจะให้ไทยมีการเจรจาเอฟทีเอให้ใกล้เคียงกับของอียู ซึ่งการพูดคุยเจรจาเอฟทีเอระหว่างไทยกับอังกฤษนั้น มีการพูดคุยเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการประชุมคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจและการค้า (JETCO) ซึ่งได้มีการหารือและพูดคุย จนกระทั่งสามารถวางกรอบที่จะร่วมกันเดินหน้าพูดคุยเจรจาข้อตกลงเอฟทีเอไทย-อังกฤษได้ โดยสามารถลงนามเอ็มโอยูว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนทางการค้าที่แน่นแฟ้น (Enhanced Trade Partnership : ETP) เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา
“แต่ตอนนี้ได้มีการหยุดการหารือกัน ภายหลังจากที่เกิดภาษีสหรัฐขึ้นเมื่อต้นปี 2568 ทำให้การเจรจาระหว่างสองประเทศ ไม่ใช่แค่เฉพาะไทย-อังกฤษ แต่หมายถึงในภาพรวมหลายประเทศที่มีการเจรจาระหว่างกันต้องหยุด และมุ่งไปหาข้อสรุปอัตราภาษีกับสหรัฐกันมากขึ้น เพราะตลาดสหรัฐถือเป็นตลาดที่มีอัตราการค้าและทำภาษีกันสูง”
แม้ปัจจุบันอัตราภาษีสหรัฐซึ่งไทยมีความชัดเจนแล้ว แต่ก็ยังจะต้องมีการเจรจาเพื่อหาข้อสรุปและข้อตกลงร่วมกันอยู่ ซึ่งทางหอการค้าอังกฤษ-ไทยเองก็ต้องการให้เดินหน้าเจรจาให้เสร็จโดยเร็ว เพราะมูลค่าการค้าของสองประเทศนั้นมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งทางหอการค้าอังกฤษพร้อมที่จะสนับสนุนการให้ข้อมูลเพื่อให้เกิดการเดินหน้าเจรจาให้ได้โดยเร็ว โดยคาดหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเร่งเดินหน้าและผลักดันให้เกิดขึ้น
แก้ กม.ลดขั้นตอนลงทุน :
สิ่งที่หอการค้าอังกฤษ-ไทยคาดหวังและต้องการให้รัฐบาลเร่งเดินหน้าและผลักดัน คือในเรื่องของกฎหมายที่ยังคงมีความล้าสมัย ยังไม่ทันต่อสถานการณ์และยุคปัจจุบัน อีกทั้งยังมีกฎหมายหลายฉบับที่มีความทับซ้อนกันอยู่ โดยมองว่าหากสามารถลดความซ้ำซ้อนลงได้ จะทำให้การเข้ามาลงทุน ทำการค้าในประเทศไทยจากนักลงทุนต่างชาติให้มีความสะดวกมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังต้องการให้มีการพิจารณากฎหมายในเรื่องของการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติ โดยเฉพาะบัญชีแนบท้ายสาม ที่เป็นธุรกิจไหนบ้างที่จะต้องเข้ามาขออนุญาต ซึ่งยังคงมีข้อจำกัดสำหรับธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาในไทย เพราะหากเทียบกับต่างประเทศอย่างเวียดนาม เปิดโอกาสให้กับนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศ อีกทั้งยังมีความสะดวกและรวดเร็ว ลดขั้นตอน และต้นทุนให้กับนักธุรกิจต่างชาติ แต่ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทยเองยังไม่ได้มีการอัพเดต มีหลายหน่วยงานที่ดูแล ทำให้นักลงทุนจำเป็นขออนุญาตจากหลายหน่วยงานก่อนที่จะลงทุนได้
แม้ประเทศไทยจะมีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แต่กระบวนการ ขั้นตอนก็ยังต้องไปเกี่ยวพันกับหลายภาคส่วน ยังคงไม่สามารถทำให้การลงทุนเกิดขึ้นได้รวดเร็ว การใช้ระยะเวลานาน ซึ่งเวลาที่ผ่านไปล้วนเป็นต้นทุนที่เกิดขึ้น หากมีการพิจารณาลดความซ้ำซ้อน ลดขั้นตอน เชื่อว่าจะทำให้การเข้ามาลงทุนจากต่างชาติมีเพิ่มขึ้น ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นก็จะตกกับผู้บริโภคภายในประเทศด้วย
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568

