ความร่วมมือแร่ธาตุสำคัญของกลุ่ม G20 มุ่งปกป้องห่วงโซ่อุปทานจากสงครามการค้า
แถลงการณ์ผลการประชุมกลุ่มประเทศ G20 (จี 20) ในนครโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ ในระหว่างวันที่ 23-25 พฤศจิกายนได้ระบุถึงการใช้ประโยชน์จากแร่ธาตุสำคัญ ผ่านกรอบการทำงานแร่ธาตุสำคัญ (Critical Minerals Framework) ของกลุ่มประเทศ G20 เรียกร้องให้มีการคุ้มครองแร่ธาตุสำคัญมากขึ้นจากการดำเนินการทางการค้าฝ่ายเดียว มุ่งหวังที่จะสร้างความมั่นใจว่าห่วงโซ่คุณค่าของแร่ธาตุสำคัญจะสามารถต้านทานการหยุดชะงักงันที่มีสาเหตุมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
ในปฏิญญาผู้นำกลุ่ม “G20 South Africa Summit:LEADERS’ DECLARATION” เกี่ยวกับแร่ธาตุสำคัญมี 4 ข้อ ได้แก่
1)สมาชิกเห็นพ้องว่า ความต้องการแร่ธาตุสำคัญจะเพิ่มขึ้น ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างรวดเร็ว และนวัตกรรมทางอุตสาหกรรม
เราทราบว่าผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับแร่ธาตุสำคัญยังไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่ และประเทศผู้ผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนา กำลังเผชิญกับความท้าทายด้านการลงทุนที่ไม่เพียงพอ การเพิ่มมูลค่าและการใช้ประโยชน์ของแร่ธาตุที่จำกัด การขาดแคลนเทคโนโลยี รวมถึงปัญหาทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
สมาชิกจึงยินดีต่อกรอบการทำงานแร่ธาตุสำคัญ (Critical Minerals Framework) ของกลุ่มประเทศ G20 ซึ่งเป็นพิมพ์เขียวแบบสมัครใจและไม่มีผลผูกพันที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่อความต้องการเร่งด่วนของความร่วมมือระหว่างประเทศ
2)กรอบการทำงานยังมุ่งเป้าไปที่การปลดล็อกการลงทุนในการสำรวจแร่ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์แร่ในท้องถิ่นตั้งแต่ต้นทาง และเสริมสร้างธรรมาภิบาลสำหรับการทำเหมืองอย่างยั่งยืน กรอบการทำงานนี้รักษาสิทธิอธิปไตยของประเทศที่มีทรัพยากรแร่ธาตุอย่างเต็มที่ในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแร่ธาตุเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างครอบคลุม
แร่ธาตุสำคัญควรเป็นตัวเร่งให้เกิดการเพิ่มมูลค่าและการพัฒนาในวงกว้าง แทนที่จะเป็นเพียงการส่งออกวัตถุดิบเท่านั้น
3)เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว G20 จึงสนับสนุนการสำรวจแร่ธาตุสำคัญที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนา ส่งเสริมการกระจายแหล่งแร่ เส้นทาง ตลาด สถานที่แปรรูป และห่วงโซ่คุณค่า ส่งเสริมการรักษามูลค่าและการเพิ่มคุณภาพแร่ในประเทศกำลังพัฒนาที่มีแร่ธาตุ…เรามุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่นใจว่าห่วงโซ่คุณค่าของแร่ธาตุสำคัญจะสามารถต้านทานการหยุดชะงักงันได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเกิดจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการการค้าฝ่ายเดียวที่ไม่สอดคล้องกับกฎขององค์การการค้าโลก การระบาดใหญ่ หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ และเพื่อให้ประเทศผู้ผลิตสามารถมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากห่วงโซ่คุณค่าได้มากขึ้น
4)กลุ่มสนับสนุนให้ภาครัฐและเอกชน สถาบันการเงิน พันธมิตรเพื่อการพัฒนา นักลงทุน และชุมชนท้องถิ่นทำงานร่วมกันเพื่อปลดล็อกศักยภาพของแร่ธาตุสำคัญอย่างเต็มที่
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากทริปเยือนเอเชียโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ซึ่งลงนามความร่วมมือแร่หายากกับประเทศต่างๆ อาทิ ไทย มาเลเซีย ญี่ปุ่น เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับฝ่ายจีนก่อนหารือกับสี จิ้นผิง ผู้นำจีน นอกรอบการประชุมเอเปค ประเทศเกาหลีใต้เมื่อปลายตุลาคมที่ผ่านมา ผู้นำสหรัฐระบุถึงการหารือ ว่า การสงบศึกกับประธานาธิบดีจีนได้คืนสิทธิการเข้าถึงแร่ธาตุเหล่านี้กลับมา ไม่ใช่แค่สำหรับอเมริกาเท่านั้น แต่สำหรับ “ทั้งโลก” ด้วย
การเรียกร้องของกลุ่มประเทศจี 20 ถูกมองว่าเป็นการพาดพิงถึงมาตรการควบคุมการส่งออกของจีนอย่างลับๆ โดยอดีตผู้เจรจาการค้าของสหรัฐ กล่าวว่ามาตรการดังกล่าวเน้นย้ำถึงความกังวลระดับโลกอย่างลึกซึ้งจากมาตรการล่าสุดของจีนในการหยุดชะงักห่วงโซ่อุปทาน
“การที่สมาชิก G-20 ออกมาวิพากษ์วิจารณ์จีน แม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อโดยตรงก็ตาม ถึงนโยบายแร่ธาตุสำคัญที่ไม่เป็นธรรมและกำหนดเองฝ่ายเดียว ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ” เวนดี คัตเลอร์ อดีตผู้เจรจาการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันทำงานอยู่ที่สถาบันนโยบายสังคมเอเชีย กล่าว พร้อมเสริมว่าถ้อยคำดังกล่าว “เน้นย้ำถึงความกังวลอย่างลึกซึ้งของทั่วโลก” จาก “มาตรการล่าสุดของจีนในการขัดขวางห่วงโซ่อุปทานเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง”
แม้ว่าแร่ธาตุสำคัญจะถูกกล่าวถึงในปฏิญญาผลการประชุมสุดยอด G20 เมื่อปีที่แล้วที่บราซิล แต่กลับได้รับการกล่าวถึงเพียงครั้งเดียว เนื่องจากผู้นำเรียกร้องให้มี “ห่วงโซ่อุปทานที่มีความรับผิดชอบ” แต่แถลงการณ์ในปีนี้ได้อุทิศพื้นที่ถึงสี่ประเด็นให้กับหัวข้อนี้ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าความตึงเครียดเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้นขนาดไหน
G20 เป็นเวทีระหว่างประเทศของทั้งประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งมุ่งแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการเงินระดับโลก ประกอบด้วย 19 ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา จีน ฝรั่งเศส เยอรมนี อินเดีย อินโดนีเซีย อิตาลี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เม็กซิโก รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกาใต้ ตุรกี สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา และองค์กรระดับภูมิภาคอีกสององค์กร ได้แก่ สหภาพยุโรป (EU) และสหภาพแอฟริกา
สมาชิกประกอบด้วยประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก ซึ่งมีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) รวมกันคิดเป็น 85% ของทั่วโลก สัดส่วน 75% ของการค้าระหว่างประเทศ และประมาณสองในสามของประชากรโลก
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568

