2026 : ลิสต์ข่าวดี 8 สัญญาณบวกทั่วโลก
ข่าวดีปี 2026 เมื่อโครงการพลังงานสะอาด กติกาคาร์บอนใหม่ และความก้าวหน้าด้านสาธารณสุข-อวกาศ เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม
ปลายปี 2025 หลายองค์กรระหว่างประเทศทั่วโลก มองว่า 2026 เป็นอีกหนึ่งปีหัวเลี้ยวหัวต่อหลาย ๆ มิติ ไม่ว่าจะสงครามการค้า กำแพงภาษี ภาวะโลกเดือด สงครามระหว่างประเทศ แต่ข่าวดีที่จะเกิดขึ้นภายในปีหน้า ทำให้หลายกลุ่มนักลงทุนสีเขียวตั้งหน้าตั้งตารอ ตั้งแต่การเร่งลงทุนพลังงานสะอาดขนาดใหญ่ กติกาคาร์บอนที่เข้มขึ้นในยุโรป ไปจนถึงการยกระดับการคุ้มครองทะเลหลวง และความคืบหน้าทางวัคซีน-ชีวการแพทย์ ตลอดจนภารกิจสำรวจอวกาศในประเทศมหาอำนาจ
อย่างไรก็ดี ข่าวดีจำนวนหนึ่งยังอยู่ในสถานะ ‘คาดการณ์’ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงขึ้นอยู่กับความพร้อมของโครงการ โครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และการเมืองระหว่างประเทศ บทความนี้เรียบเรียงประเด็นสำคัญพร้อมตัวเลขจากแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบได้
(1)คลื่นลงทุนพลังงานสะอาด
1.1)ฟิลิปปินส์ :
เดินหน้า โซลาร์ + แบตเตอรี่ ระดับโลก
หนึ่งในโครงการที่ถูกจับตาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์ผสานระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Solar + BESS) ของฟิลิปปินส์ ที่หลายแหล่งระบุว่าเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่สุด มีเป้าหมายจ่ายไฟให้ราว 2.4 ล้านครัวเรือน และช่วยลดการปล่อยคาร์บอนประมาณ 4.3 ล้านตันต่อปี
1.2)สหรัฐ :
เร่งโครงข่ายส่งไฟพลังงานลม SunZia กับกำลังส่งระดับ 3,500 MW
ในสหรัฐ โครงการสายส่งไฟฟ้าแรงดันสูงเพื่อพลังงานหมุนเวียนเป็นคอขวดสำคัญมาหลายปี โครงการ SunZia (นิวเม็กซิโก-แอริโซนา) เป็นหนึ่งในโครงการที่ถูกวางตำแหน่งให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดขนาดใหญ่ รายงานระบุว่าสามารถขนส่งไฟฟ้าจากพลังงานลมได้มากกว่า 3,500 เมกะวัตต์ และรองรับผู้ใช้ไฟได้ราว 3 ล้านคน
1.3)โคลอมเบีย :
ใกล้ปิดจ็อบโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ : Hidroituango
ฝั่งอเมริกาใต้ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ Hidroituango โคลอมเบียมีรายงานว่าเมื่อเดินเครื่องครบ จะมีกำลังผลิตรวม 2,400 เมกะวัตต์ และสามารถจ่ายไฟคิดราว 17% ของความต้องการไฟฟ้าทั้งประเทศ
1.4)เอธิโอเปียกับ GERD
เอธิโอเปียเป็นอีกประเทศที่ถูกพูดถึงในมิติพลังงาน เพราะการเข้าถึงไฟฟ้าของประชากรยังอยู่ในระดับต่ำ งานวิชาการในวารสาร Nature (Communications Earth & Environment) ระบุว่ามีเพียงราว 45% ของประชากรที่สามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้ และโครงการเขื่อน GERD ถูกคาดหวังว่าจะช่วยบรรเทาช่องว่างด้านพลังงานและเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
1.5)ธรณีความร้อนยุคใหม่ ขายไฟ 24/7 ให้แคลิฟอร์เนีย
หนึ่งในประเด็นที่ต่างจากพลังงานหมุนเวียนแบบดั้งเดิม คือธรณีความร้อนที่ผลิตไฟได้ต่อเนื่อง (Firm Power) บริษัท Fervo Energy ระบุว่ามีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ารวม 320 MW กับ Southern California Edison เพียงพอ ราว 350,000 หลังคาเรือน
(2)ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen)
จุดเริ่มต้นซัพพลายเชนไฮโดรเจนสะอาดข้ามแอตแลนติก
ภาคอุตสาหกรรมหนักใช้ไฮโดรเจนจำนวนมาก แต่ในปัจจุบัน ยังผลิตจากก๊าซธรรมชาติเป็นส่วนใหญ ซึ่งปล่อยคาร์บอนมหาศาล แต่ข่าวดีคือกลุ่มความร่วมมือด้านการค้าไฮโดรเจนสะอาดข้ามแอตแลนติกตั้งเป้าส่งมอบครั้งแรกภายในปี 2026 ด้วยรูปแบบอนุพันธ์อย่างแอมโมเนียหรือเมทานอล ซึ่งจัดการโลจิสติกส์ได้ง่ายกว่าไฮโดรเจนเหลว
2.1)โรงงานไฮโดรเจนขนาดใหญ่ใน NEOM
ไฟฟ้าหมุนเวียน 4 GW คาดว่าเสร็จกลางปี 2026 แต่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์เริ่มปี 2027
โครงการ NEOM Green Hydrogen เป็นหนึ่งในเมกะโปรเจ็กต์จากประเทศซาอุดีอาระเบีย ที่ผู้พัฒนาโครงการระบุว่า เป็นโครงการสผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและโซลาร์รวม 4 กิกะวัตต์ ตั้งเป้าแล้วเสร็จกลางปี 2026 และจะเดินหน้าสู่การคอมมิชชันนิ่ง ก่อนมีผลิตภัณฑ์แอมโมเนียสีเขียวครั้งแรกในปี 2027
2.2)สวีเดนโชว์เคส เก็บไฮโดรเจนใต้ดิน ลดต้นทุนได้ 25-40%
โครงการ HYBRIT ของสวีเดนประสบความสำเร็จในการทดสอบ กักเก็บก๊าซไฮโดรเจนปลอดฟอสซิลในระดับอุตสาหกรรมเป็นครั้งแรก พิสูจน์แล้วว่าสามารถใช้งานได้จริง ปลอดภัย และช่วยลดต้นทุนการผลิตไฮโดรเจนได้ ประมาณ 25-40%
ไฮโดรเจนที่กักเก็บไว้จะถูกนำมาใช้ในการผลิตเหล็กและเหล็กกล้าแบบปลอดคาร์บอน นับเป็นกุญแจสำคัญเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมเหล็กที่ปัจจุบันปล่อยคาร์บอนราว 7% ของโลก
จุดเด่นของโครงการ :
สร้างคลังเก็บไฮโดรเจนใต้ดินขนาด 100 ลูกบาศก์เมตร ในโพรงหินบุเหล็ก ที่เมืองลูเลโอ
ผ่านการทดสอบเสมือนใช้งานจริงยาวนานเทียบเท่า 50 ปี
ใช้งานจริงมาตั้งแต่ปี 2022 ด้วยความพร้อมใช้งาน 94%
สามารถปรับการผลิตไฮโดรเจนตามราคาค่าไฟ ช่วยลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ
เทคโนโลยีพร้อมต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์
HYBRIT เป็นความร่วมมือของ SSAB, LKAB และ Vattenfall และได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากสำนักงานพลังงานสวีเดน
ในปี 2026 บริษัทเตรียมขยายเทคโนโลยีกักเก็บไฮโดรเจนปลอดฟอสซิลสู่เชิงพาณิชย์ หนุนอุตสากรรมเหหล็กลดคาร์บอนและต้นทุนพลังงานในอนาคต
(3)ยุโรปคุมเข้าคาร์บอน ปี 2026
CBAM หรือภาษีคาร์บอนชายแดนเริ่มเฟสบังคับ
สหภาพยุโรประบุชัดว่า CBAM จะเข้าสู่ระยะบังคับใช้หลัก (Definitive Regime) ตั้งแต่ปี 2026 หลังช่วงเปลี่ยนผ่าน 2023-2025
สำหรับภาคธุรกิจ นี่หมายถึงแรงกดดันใหม่ต่อสินค้านำเข้าที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง (เช่น เหล็ก ซีเมนต์ ปุ๋ย ฯลฯ) เพราะต้นทุนคาร์บอนจะถูกมองเห็นมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานยุโรป
กฎหมายต่อต้านสินค้าตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) เริ่มปลายปี 2026
อีกด้านหนึ่งของยุโรป ได้อนุมัติเลื่อนกำหนดการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า Reuters รายงานว่ากำหนดใหม่สำหรับบริษัทขนาดใหญ่คือ 30 ธันวาคม 2026 และธุรกิจขนาดเล็กเริ่ม 30 มิถุนายน 2027 ขณะเดียวกันก็ส่งสัญญาณว่า มาตรฐานซัพพลายเชนสีเขียวจะยังเดินหน้า เพียงแค่ขยับเส้นตายออกไป
(4)สนธิสัญญาทะเลหลวง มีผลต้นปี
สนธิสัญญาทะเลหลวง (High Seas Treaty หรือ BBNJ Agreement)
บรรลุหมุดหมายสำคัญแล้ว หลังมี 60 ประเทศให้สัตยาบัน อย่างเป็นทางการ เปิดทางให้ข้อตกลงมีผลบังคับใช้ในวันที่ 17 มกราคม 2026 นับเป็นก้าวประวัติศาสตร์ของการคุ้มครองมหาสมุทรนอกเขตอำนาจรัฐของประเทศใดประเทศหนึ่ง
ข้อตกลงนี้เป็นกรอบกฎหมายระหว่างประเทศฉบับแรกที่มุ่ง อนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพในทะเลหลวงอย่างยั่งยืน ครอบคลุมการจัดตั้งเขตอนุรักษ์ทางทะเล การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรมทางทะเล โดยเฉพาะต่อประเทศกำลังพัฒนา
IUCN ระบุว่า สนธิสัญญานี้เป็นกุญแจสำคัญเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศและกรอบความหลากหลายทางชีวภาพโลก ตั้งเป้าคุ้มครองมหาสมุทรอย่างน้อย 30% ภายในปี 2030
หลังข้อตกลงมีผลบังคับใช้ สหประชาชาติจะจัดการประชุมภาคี (COP) ครั้งแรกภายในหนึ่งปี เพื่อวางกลไกกำกับดูแลและการดำเนินงานในระยะยาว ถือเป็นการเปิดยุคใหม่ของการดูแลทะเลหลวงของโลกอย่างเป็นรูปธรรม
(5)กฎหมายคุม AI ของยุโรป
EU AI Act เดินหน้าทยอยบังคับใช้
สหภาพยุโรปประกาศใช้กฎหมาย AI Act ซึ่งเป็นกรอบกฎหมายด้านปัญญาประดิษฐ์ฉบับแรกของโลก เพื่อกำกับความเสี่ยงจากการใช้งาน AI ด้วยแนวทาง Risk-Based Approach แบ่งระดับความเสี่ยงเป็น 4 ระดับ ตั้งแต่ความเสี่ยงที่ห้ามใช้ ไปจนถึงความเสี่ยงต่ำหรือไม่มีความเสี่ยง
กฎหมายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้าง AI ที่น่าเชื่อถือ ปลอดภัย เคารพสิทธิขั้นพื้นฐาน ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง พร้อมส่งเสริมนวัตกรรมและการลงทุนในยุโรป มีผลบังคับใช้เป็นลำดับตั้งแต่ปี 2025-2027 ภายใต้การกำกับดูแลของ European Commission
คณะกรรมาธิการยุโรประบุไทม์ไลน์หลัก ได้แก่
2 ก.พ. 2025 เริ่มใช้กับข้อห้ามบางประเภทและภาระเรื่อง AI Literacy
2 ส.ค. 2025 เริ่มใช้กับกฎสำหรับโมเดล AI อเนกประสงค์ (GPAI) และโครงสร้างกำกับดูแล
2 ส.ค. 2026 กฎหมายมีผลภาพรวมตามกรอบหลัก
บางส่วนที่เป็นระบบเสี่ยงสูงที่ฝังในผลิตภัณฑ์ที่ถูกกำกับอยู่แล้ว อาจมีช่วงเปลี่ยนผ่านไปจนถึง 2 ส.ค. 2027
(6)WHO ขยายกรอบวัคซีนมาลาเรีย
องค์การอนามัยโลก WHO
ประกาศให้ปี 2026 วัคซีนป้องกันโรคมาลาเรีย RTS,S และ R21/Matrix-M ที่ใช้ในเด็ก ถูกขยายนำไปใช้กว้างขึ้นในประเทศที่มีการระบาดหนักอย่างทวีปแอฟริกา เพื่อช่วยลดออัตราการเสียชีวิตจากมาลาเรียในเด็กเล็ก
วัคซีนทั้งสองชนิดมีผลป้องกันมากกว่า 50% ในปีแรกหลังฉีด และลดปริมาณเคสรุนแรงได้มากขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับมาตรการป้องกันอื่น ๆ
จนถึงปลายปี 2025 มี 24 ประเทศในแอฟริกา ที่ WHO ประกาศให้ใช้ในโปรแกรมฉีดประจำในปี 2026 เช่น กานา เคนยา มาลาวี ไนจีเรีย แคเมอรูน มาลี เบนิน บูร์กินาฟาโซ อูกันดา แซมเบีย เป็นต้น
(7)อวกาศยุโรปปลายปี 2026
ยานอวกาศ PLATO (PLAnetary Transits and Oscillations of stars) ผ่านประกอบและติดตั้งส่วนประกอบหลักทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว
นักวิศวกรจะเริ่มชุดการทดสอบสุดท้าย เพื่อยืนยันว่า PLATO พร้อมสำหรับการเดินทางสู่อวกาศ การทดสอบดังกล่าว ได้แก่ ทดสอบแรงสั่นสะเทือน ทดสอบเสียงดัง และการทดสอบในห้องสุญญากาศจำลองสภาพอวกาศสุดโหด
PLATO ถูกออกแบบมาเพื่อตรวจหาดาวเคราะห์คล้ายโลกรอบดาวฤกษ์ที่เสมือนดวงอาทิตย์ โดยใช้อุปกรณ์กล้องถ่ายภาพจำนวน 26 ตัว สามารถสังเกตดาวฤกษ์กว่า 150,000 ดวงพร้อมกัน ด้วยความแม่นยำสูง ยานนี้มีกำหนดจะขึ้นสู่อวกาศในเดือนธันวาคม 2026 โดยใช้จรวด Ariane 6 และจะถูกวางไว้ที่ตำแหน่ง Lagrange จุด 2 ของระบบดวงอาทิตย์-โลก เพื่อเริ่มภารกิจสำรวจดาวเคราะห์นอกระบบ
ภารกิจ BepiColombo ไปให้ถึงดาวพุธในเดือนพฤศจิกายน 2026
ภารกิจ BepiColombo เป็นความร่วมมือระหว่าง European Space Agency และ Japan Aerospace Exploration Agency ที่มุ่งสำรวจ ดาวพุธ ดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดและเป็นหนึ่งในวัตถุที่ถูกศึกษาน้อยสุดในระบบสุริยะ โดยยานอวกาศประกอบด้วยส่วนประกอบหลักสามส่วนคือ โมดูลขับเคลื่อนเพื่อเดินทางระหว่างดาว ดาวเทียมสำรวจพื้นผิวของดาวพุธ และดาวเทียมสำรวจสนามแม่เหล็กและชั้นบรรยากาศรอบดาวพุธ
ตามแผนปัจจุบัน ยาน BepiColombo จะเดินทางถึงและเข้าสู่วงโคจรของดาวพุธในเดือนพฤศจิกายน 2026 ซึ่งจะเปิดช่วงปฏิบัติการวิทยาศาสตร์หลักตั้งแต่ต้นปี 2027 เป็นต้นไป โดยทั้งสององค์ประกอบของยานจะแยกออกจากกันเพื่อดำเนินการศึกษาข้อมูลด้านพื้นผิว โครงสร้างภายใน และสภาพแวดล้อมของดาวพุธอย่างละเอียด ภารกิจที่ว่า ตั้งเป้าหมายเพื่อช่วยขยายความเข้าใจเกี่ยวกับวิวัฒนาการและลักษณะเฉพาะตัวของดาวเคราะห์ดวงนี้เป็นหลัก
(8)ลาว-เนปาล-บังกลาเทศ : สิ้นสุดสถานะประเทศพัฒนาต่ำ
สหประชาชาติระบุว่า ลาว เนปาล และบังกลาเทศ มีกำหนดจบสถานะ LDC
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการปลดออกจากรายชื่อประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Country : LDC) ภายใต้องค์การสหประชาชาติ มีกำหนดให้วันที่ 24 พฤศจิกายน 2026 เป็นวันสำเร็จการเปลี่ยนสถานะอย่างเป็นทางการ หากการประเมินทุกอย่างเป็นไปตามเกณฑ์และมาตรฐานที่กำหนดไว้
การพ้นจากสถานะ LDC นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ลาว ผ่านเกณฑ์ทั้งสามข้อที่ใช้ในการประเมินสถานะประเทศ ได้แก่ รายได้มวลรวมประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) ดัชนีทุนมนุษย์ (Human Assets Index) และดัชนีความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม (Economic and Environmental Vulnerability Index) ในรอบการประเมินหลายครั้งที่ผ่านมา ซึ่งแสดงถึงพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
รัฐบาลลาวได้จัดทำยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านอย่างราบรื่น (Smooth Transition Strategy) เพื่อรองรับการเปลี่ยนสถานะและป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เช่น การสูญเสียสิทธิพิเศษทางการค้า เงินช่วยเหลือพิเศษ และการเข้าถึงเงินกู้แบบพิเศษที่ประเทศในกลุ่ม LDC เคยได้รับ
การปลดสถานะ LDC ในปี 2026 ถือเป็นเหตุการณ์ระดับประเทศชี้พัฒนาการระดับชาติสำหรับลาว การเติบโตทางเศรษฐกิจและความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐาน
ประเทศอื่น ๆ ที่มีกำหนดสำเร็จการปลดสถานะจากกลุ่ม LDC ในปี 2026 ร่วมกับลาว ได้แก่ บังกลาเทศ และเนปาล ตามการจัดทำรายชื่อของสหประชาชาติ
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 29 ธันวาคม 2568

