จับเทรนด์ AI ส่องแนวโน้มเศรษฐกิจโลก 2026
ในปี 2025 ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่มีปัจจัยสำคัญมาจากมาตราการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐได้กลายเป็นความปกติใหม่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าก็มีท่าทีว่าจะไม่จบลงง่ายๆ เป็นที่น่าจับตาว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2026 จะมีทิศทางอย่างไร จะยังคงเผชิญกับควันหลงจากความบ้าบิ่นของทรัมป์ หรือจะสามารถฟื้นตัวและรับมือกับความผันผวนได้
AI เมกะเทรนด์โลก :
ในปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ เพราะช่วยทุ่นแรงในการทำงานและยกระดับประสิทธิภาพของทักษะ Hard Skills งานวิจัยของ McKinsey & Company บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการระดับโลก ระบุว่า Generative AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถสร้างสรรค์เนื้อหาใหม่จากข้อมูลที่ได้เรียนรู้ จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการทำงานอย่างมีนัยสำคัญ โดยสามารถลดชั่วโมงการทำงานได้ถึง 60-70% ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อทุกภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการธนาคาร เทคโนโลยีขั้นสูงและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ
หากนำ Generative AI มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่อุตสาหกรรมการธนาคารประมาณ 200,000-340,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และในภาคค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภคบรรจุภัณฑ์ ประมาณ 400,000-660,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี นอกจากนี้ ยังมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจโลกโดยรวมราว 2.6-4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีด้วย
ด้านนายโจ ดาวิส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเศรษฐศาสตร์ระดับโลกและหัวหน้ากลุ่มกลยุทธ์การลงทุนของ Vanguard Group บริษัทจัดการกองทุนของสหรัฐ มองว่า ศักยภาพของ AI ในการเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานและขับเคลื่อนผลิตภาพจะทำให้ AI โดดเด่นเหนือเมกะเทรนด์อื่นๆ ตอนนี้มีการลงทุนมากขึ้นในเทคโนโลยี AI ซึ่งถือว่าเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ คล้ายกับช่วงที่มีการสร้างทางรถไฟในศตวรรษที่ 19 หรือช่วงที่เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและโทรคมนาคมเติบโตเร็วในปลายยุค 1990 ทั้งนี้ การลงทุนใน AI ในระดับที่มากเกินไปเมื่อเทียบกับขนาดของเศรษฐกิจถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในปี 2026
โกลด์แมน แซคส์ หนึ่งในผู้การประกอบธุรกิจวาณิชธนกิจรายใหญ่ที่สุดในโลก ระบุว่า ก่อนเดือนมิถุนายนราคาหุ้นส่วนของบริษัท AI ยักษ์ใหญ่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันมาก แต่หลังจากนั้นก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด คิดเป็นตัวเลขเฉลี่ยลดลงจาก 80% เหลือ 20% แสดงให้เห็นว่านักลงทุนลงทุนอย่างระมัดระวัง โดยเลือกที่จะซื้อหุ้นของบริษัทที่สามารถสร้างรายได้จาก AI ได้จริง
ด้านมาสเตอร์การ์ดมองแนวโน้ม AI ในลักษณะคล้ายกัน โดยระบุว่า การลงทุนและการนำ AI มาใช้ยังคงเติบโตต่อเนื่องในปี 2026 โดยสหรัฐและเดนมาร์กเป็นประเทศที่นำ AI มาใช้มากที่สุด อย่างไรก็ดี แม้ว่าการใช้จ่ายกับ AI จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงก็อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งรวมถึงเรื่องที่อุปสงค์รวมสูงเกินกว่ากำลังผลิตของเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และผลกระทบเชิงลบต่อความยั่งยืนของหนี้ พร้อมชี้ว่างบประมาณของหลายประเทศก็จะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จีนจะมุ่งลงทุนไปกับการสร้างเมืองอัจฉริยะ ส่วนเยอรมนีจะทุ่มเงินเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านความมั่นคงและเทคโนโลยีสีเขียว
ทำนายดวงเศรษฐกิจโลก :
โกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมโลก (จีดีพีโลก) ในปี 2026 จะเติบโต 2.8% การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐจะเร่งเป็น 2.6% ขณะที่จีดีพีจีนจะขยายตัว 4.8% โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากการส่งออก สำหรับเศรษฐกิจของเขตยูโรจะเติบโต 1.3% ซึ่งมีแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นทางการคลังในเยอรมนีและการเติบโตที่ดีในสเปน
ในเรื่องเงินเฟ้อ คาดว่าเงินเฟ้อพื้นฐานในตลาดประเทศพัฒนาแล้วจะลดลงจนใกล้เคียงกับเป้าหมายของนโยบายการเงินภายในปี 2026 โดยในสหรัฐหากปราศจากผลกระทบจากภาษีศุลกากร อัตราเงินเฟ้อจะลดลงต่อเนื่องอยู่ที่ 2.3% ขณะที่การเติบโตค่าจ้างที่ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อในสหรัฐและสหราชอาณาจักร โดยในสหรัฐเอง ค่าจ้างที่เป็นตัวเงินเติบโตต่ำกว่า 4% ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ของโกลด์แมน แซคส์ประเมินว่าเป็นอัตราที่สอดคล้องกับเงินเฟ้อ 2% และในสหราชอาณาจักร อัตราการเติบโตค่าจ้างล่าสุดใกล้เคียงกับอัตราที่สอดคล้องกับเงินเฟ้อที่ประเมินไว้ที่ 3%
เช่นเดียวกับเงินเฟ้อ มีแนวโน้มว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายในตลาดประเทศพัฒนาแล้วจะลดลง โดยในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และนอร์เวย์ ซึ่งมีมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2026 นี้ ประกอบกับมีการคาดการณ์ด้วยว่า ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 50 จุด เหลือ 3.25% เนื่องจากสามารถแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อได้แล้ว ทำให้มีโอกาสที่เฟดจะลดดอกเบี้ยมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ในทางตรงกันข้าม ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ แม้อัตราเงินเฟ้อจะลดลงก็ตามที
ด้านสถาบันเศรษฐศาสตร์ของมาสเตอร์การ์ดมองว่า ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของรัฐบาลสหรัฐมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ เนื่องจากธุรกิจขนาดใหญ่สามารถปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานและสต็อกสินค้าได้ล่วงหน้า ในปี 2026 นี้ คาดว่าเทคโนโลยีจะช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กจะสามารถเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน ลดต้นทุน และปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเมื่อปี 2024 44% ของธุรกิจใหม่ในสหรัฐที่สามารถชำระเงินผ่านบัตรได้ล้วนแต่เป็นธุรกิจออนไลน์เพิ่มขึ้นจาก 20% จากปี 2019 สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของธุรกิจในโลกดิจิทัล
ส่องเศรษฐกิจมหาอำนาจจีน-มะกัน :
RSM US บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลกและมาสเตอร์การ์ดวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐในปี 2026 เหมือนกันว่า แรงสนับสนุนเศรษฐกิจที่เกิดจากนโยบายการคลังขยายตัว การปรับลดดอกเบี้ยของเฟด การหักค่าใช้จ่ายการลงทุนเต็มจำนวน ตลอดจนการผ่อนปรนกฎระเบียบจะช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวสูงกว่าแนวโน้มปกติที่ 2.2% ในปี 2026 นโยบายเหล่านี้ส่งผลให้ความน่าจะเป็นของการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) ลดลงเหลือ 30% จาก 40%
RSM US ชี้ด้วยว่า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI และโครงข่ายพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจไปอย่างน้อยอีก 1 ปี ผู้บริโภคระดับบนจะยังคงใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยผลักดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่ความไม่แน่นอนจากนโยบายจะลดลง เพราะความกังวลด้านการค้าคลี่คลาย ผนวกกับเศรษฐกิจสามารถปรับตัวเข้ากับอัตราภาษีที่ยังคงสูงได้แล้ว พร้อมกล่าวว่า ผลกระทบของภาษีการค้าต่อการเติบโตที่เกือบ 1% ในปี 2025 จะลดลง ทำให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในปี 2026
ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อจะยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นลดลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ยังคงสูงกว่า 4% และอาจปรับตัวสูงขึ้นหากเงินเฟ้อไม่ลดลงต่ำกว่า 3% การจ้างงานจะชะลอตัวเหลือประมาณ 50,000 ตำแหน่งต่อเดือน และอัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.5% พร้อมความเสี่ยงที่สูงขึ้น
สำหรับเศรษฐกิจจีน รายงานของมาสเตอร์การ์ดระบุว่าจีดีพีจีนจะเติบโต 4.5% ลดลงจาก 4.8% ในปี 2025 ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากอุปสงค์ของตลาดสหรัฐต่อสินค้าจีนที่ลดลง ทำให้จีนจะเร่งรุกเข้าไปในตลาดใหม่ๆ เพื่อชดเชยความต้องการที่ลดลงนี้ ด้านรอยเตอร์รายงานว่า จีนมีแนวโน้มที่จะยึดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจประจำปีในระดับราว 5% ซึ่งจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อทางการคงนโยบายการคลังและการเงินแบบผ่อนคลายไว้เพื่อแก้ไขภาวะเงินฝืด โดยเป้าหมายนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลจีนที่จะเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับที่ 15 บนฐานที่แข็งแกร่ง และบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนอุปสงค์ในประเทศที่ลดลง
นักวิเคราะห์ของซิตี้คาดว่า ธนาคารกลางจีนซึ่งครั้งล่าสุดลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนพฤษภาคม จะกลับมาผ่อนคลายนโยบายการเงินอีกครั้งเร็วที่สุดในเดือนมกราคม นอกจากนั้น รัฐบาลปักกิ่งจะยังคงให้เงินอุดหนุนการแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภค บริโภค ซึ่งมีมูลค่ารวม 42,430 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2025 อย่างไรก็ตาม อาจจะมีบางส่วนของงบประมาณถูกโยกจากสินค้าไปสู่บริการในปี 2026 โดยจีนจำเป็นต้องมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 4.17% ในอีก 10 ปีข้างหน้า เพื่อให้จีดีพีต่อหัวเพิ่มเป็น 20,000 ดอลลาร์สหรัฐจากระดับในปี 2020 เพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็น “ประเทศที่พัฒนาระดับปานกลาง”
ขณะที่ไซน่าเดลี่รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารของจีนเชื่อว่าภาคการค้าต่างประเทศของจีนมีแนวโน้มเติบโตอย่างมั่นคงในปี 2026 โดยได้รับแรงหนุนจากความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกที่เพิ่มขึ้น ความหลากหลายของคู่ค้า รวมถึงการเปิดกว้างของตลาดภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้การนำเข้าสินค้ามากขึ้น
ข้อมูลจากสำนักงานศุลกากรจีนระบุว่า การค้าสินค้าต่างประเทศรวมของจีนในช่วง 11 เดือนแรก มีมูลค่าประมาณ 6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2024 อีกทั้ง ในการประชุมงานเศรษฐกิจกลางประจำปีที่จัดขึ้นในกลางเดือนธันวาคม ผู้กำหนดนโยบายได้วางลำดับความสำคัญทางเศรษฐกิจสำหรับปี 2026 โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการส่งออกบริการ และพัฒนาการค้าดิจิทัลรวมถึงการพัฒนาสีเขียวด้วย
อย่างไรก็ดี นี่เป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น เพราะไม่มีใครสามารถทราบได้ว่าปัจจัยที่จะก่อให้เกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นหรือไม่ ความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่ จึงต้องติดตามสถานการณ์กันต่อไปอย่างใกล้ชิด
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 5 มกราคม 2569

