เอกชน หวังทีมเศรษฐกิจ รัฐบาลใหม่ยึดผลประโยชน์-ผลักดันอุตสาหกรรมของชาติ
ธนากร ประธาน สรท. คาดหวังการเมืองปี 2569 นี้ ชัดเจน โปรงใส ลดความไม่แน่นอนการตัดสินใจลงทุนในประเทศไทย รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศ ควรมีทีมเศรษฐกิจเข้มแข็ง ยึดผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก ด้าน กลุ่มอัญมณีหวังให้ความสำคัญอุตสาหกรรมในประเทศ
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในนามคณะกรรมการ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือฯ ต่อภาพเศรษฐกิจไทยปี 2569 โดยเฉพาะการเมือง ภาคเอกชนต้องการเห็นเสถียรภาพทางการเมืองที่ชัดเจน โปร่งใส และมีทิศทางเดียวกันระหว่างฝ่ายนโยบายและฝ่ายปฏิบัติ เพื่อลดความไม่แน่นอนในการตัดสินใจลงทุน และรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ควรที่จะมีทีมเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ยึดประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลัก ทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบ และให้ความสำคัญกับการรับฟังข้อมูลจากภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ เนื่องจากขณะทำงานจริงในทางปฏิบัติแล้วจะได้รับทราบถึงปัญหา และแนวทางที่จะแก้ไขที่แท้จริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ และสิ่งที่ภาคเอกชนต้องการเร่งด่วนที่ต้องการให้รัฐบาลใหมาแก้ไขนั้น เช่น ปัญหาต้นทุนโลจิสติกส์และกฎระเบียบที่ล่าช้า ควรเร่งปรับปรุงขั้นตอนต่าง ๆ ของศุลกากร ท่าเรือ และงานควบคุมกำกับให้เป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบ การดูแลเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความผันผวน ต้องมีมาตรการดูแลให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องกับคู่ค้า เพื่อไม่ให้ผู้ส่งออกเสียความสามารถแข่งขัน กับประเทศคู่แข่งขัน
อีกทั้ง ด้านแรงงานและทักษะใหม่ ประเทศจำเป็นต้องมีนโยบายแรงงานต่างด้าวที่ชัดเจน รวมถึงพัฒนาแรงงานไทยให้รองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ การดูแลเรื่องของต้นทุนพลังงาน ต้องมีโครงสร้างพลังงานที่แข่งขันได้ โดยเฉพาะค่าไฟและราคาน้ำมัน ที่เป็นต้นทุนหลักของผู้ประกอบการ ขณะที่ มาตรการและนโยบายด้านเศรษฐกิจที่อยากให้รัฐบาลผลักดัน คือ การเดินหน้า มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ ควบคู่กับการดูแลวินัยการคลัง ส่งเสริม การลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve) ให้ชัดเจน และสนับสนุน SMEs เข้าถึงสินเชื่อ
Advertisement
นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการเร่งเจรจาทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ที่จำเป็น และกระชับความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าเพื่อเปิดตลาดใหม่ ขับเคลื่อน ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นภาครัฐ เพื่อลดต้นทุนระบบราชการ และเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันของประเทศ
อย่างไรก็ดี สรท. ยังประเมินแนวโน้มการส่งออกในปี 2569 ไทยยังมีโอกาส “ขยายตัวต่อเนื่องได้” แต่ยังต้องระมัดระวังหลายปัจจัยเสี่ยง ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ สภาพเศรษฐกิจโลก และต้นทุนภายในประเทศ โดยปัจจัยบวก ที่ดันส่งออกไทย เช่น เศรษฐกิจสหรัฐ และเอเชียยังเติบโตในระดับที่รองรับกำลังซื้อ ภาคอุตสาหกรรมเริ่มกลับมาฟื้นหลังวัฏจักรสินค้าคงคลังลดลง ราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดมีแนวโน้มดีขึ้น การเปิดตลาดใหม่ เช่น ตะวันออกกลาง อาเซียนตอนบน และอินเดีย มีศักยภาพขยายตัวสูง
ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เช่น ความตึงเครียดในเส้นทางเดินเรือ โดยเฉพาะทะเลแดง และความเสี่ยงสงครามการค้า ความผันผวนของค่าเงินบาท ต้นทุนโลจิสติกส์และพลังงานที่ยังสูง มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม (CBAM, ESG, Carbon Tax) จากคู่ค้า สำหรับการคาดการณ์การเติบโตของการส่งออกปี 2569 หากไม่มีเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงเพิ่มเติม และต้นทุนโลจิสติกส์อยู่ในระดับควบคุมได้ สรท.ประเมินว่า การส่งออกไทยปี 2569 มีโอกาสเติบโตในกรอบประมาณ +3% ถึง +5%
อัญมณี ต้องการรัฐใหม่ ยกระดับศูนย์กลาง :
นายวิบูลย์ หงษ์ศรีจินดา รองประธานที่ปรึกษา กลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับ สิ่งที่ต้องการกับรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ คือ การให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมนี้ และสร้างให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีในภูมิภาค เพราะปัจจุบันต้องยอมรับว่ารัฐบาลให้ความสำคัญน้อย ทั้งที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ 90% เป็นผู้ประกอบการไทย และยังสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมาก
“รัฐบาลหรือรัฐมตรีที่จะเข้ามาดูแล โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ หากเป็นไปได้ก็ต้องการรัฐมนตรีที่มีความพร้อมและความรู้ด้านเศรษฐกิจที่จะเข้ามาบริหารและยกระดับทุกอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อให้ไทยแข่งขันกับต่างชาติและคู่แข่งได้ เพราะหากเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างจีนเอง ก็เติบโตและพัฒนาไปได้ไกลมาก อักทั้งยังเข้ามาลงทุนในประเทศด้วย”
อย่างไรก็ดี การส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประเทศไทย ณ เดือนกันยายน 2568 มูลค่าแตะ 7 แสนล้านบาท และมีโอกาสที่จะแตะที่มูลค่า 1 ล้านล้านบาทในปีนี้ ส่วนปี 2569 ก็ยังต้องติดตามหลายปัจจัยที่จะกระทบ รวมไปถึงนโยบายส่งเสริมผู้ประกอบการอัญมณีของรัฐบาลเป็นอย่างไร เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ แข่งขันด้วยตัวเองยังขาดการส่งเสริมจากภาครัฐ ทั้งเรื่องของทักษะ แรงงาน ตลาด และการลงทุนหากเทียบกับอุตสาหกรรมการส่งเสริมการลงทุนน้อยมาก ส่วนเรื่องของภาษีสหรัฐ ก็ยังมั่นใจแข่งขันได้
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 6 มกราคม 2569

