มรสุมเศรษฐกิจซัดกระหน่ำไทยปี 69 เอกชนหวังฝ่าวิกฤตจีดีพีโตเกิน 2% ดันขยายกำลังผลิตเพิ่ม
KEY POINTS :
* ภาคเอกชนคาดหวังว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 2% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับปีก่อนหน้า เพื่อเป็นแรงผลักดันให้เกิดการขยายกำลังการผลิต
* ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญยังคงมาจากการส่งออกไปยังตลาดใหม่ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และผลจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)
* เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายและความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ปัญหาหนี้สินในประเทศที่อยู่ในระดับสูง และความผันผวนของราคาพลังงาน
เศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังอยู่บนความท้าทายรอบด้าน ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ภาคเอกชนยังคาดหวังว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่แย่ไปกว่าปีที่ผ่านมาโดยการส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุนจากต่างประเทศ ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หากประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 สิ่งที่ภาคเอกชนอยากเห็นมากที่สุดคือ เศรษฐกิจต้องไม่แย่ไปกว่าปี 2568 ซึ่งถือเป็นปีที่เศรษฐกิจขยายตัวได้ในระดับต่ำ โดยคาดว่าจีดีพีปี 2568 จะเติบโตได้ราว 2.0% ดังนั้น ปี 2569 อย่างน้อยต้องรักษาระดับการขยายตัวไว้ให้ได้ไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา และหากมีมาตรการกระตุ้นที่เหมาะสม ก็มีโอกาสเห็นภาพที่ดีขึ้น
ทั้งนี้แม้ในปี 2568 ตัวเลขการส่งออกของไทยจะปรับตัวดีขึ้น แต่โครงสร้างการส่งออกยังไม่ใช่สิ่งที่น่าพอใจนัก เนื่องจากการขยายตัวส่วนใหญ่มาจากสินค้าที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศมากนัก เช่น ทองคำ และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ปรับขึ้นตามราคาในตลาดโลก มากกว่าการเติบโตจากอุตสาหกรรมที่มีฐานการผลิตและนวัตกรรมในประเทศอย่างแท้จริง

สำหรับปี 2569 ความหวังสำคัญอยู่ที่การขยายตลาดใหม่ ซึ่งภาคเอกชนเริ่มเดินหน้าหาตลาดใหม่มาตั้งแต่กลางปี 2568 แล้ว โดยการเปิดตลาดไม่สามารถเห็นผลได้ในระยะสั้น ต้องอาศัยการพบปะเจรจาและสร้างความเชื่อมั่นกับคู่ค้าเป็นเวลานาน คาดว่าตั้งแต่ช่วงกลางปี 2569 เป็นต้นไป จะเริ่มเห็นผลที่ชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกันการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่เข้ามาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และเริ่มเดินสายการผลิตแล้ว จะเป็นอีกแรงหนุนให้การส่งออกของไทยมีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้นในปีนี้
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ต้องจับตา โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ระหว่างความไม่ชัดเจนของกฎเกณฑ์และกติกาการค้าใหม่ ๆ ทั้งเรื่องสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศและเงื่อนไขด้านภาษี ซึ่งอาจกระทบต่อทิศทางการส่งออกในอนาคต ภาพรวมจึงยังต้องอาศัยมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐเข้ามาช่วยประคองเศรษฐกิจ
ในด้านการท่องเที่ยว นายวิศิษฐ์เชื่อว่าปี 2569 จะฟื้นตัวดีกว่าปีนี้ โดยเฉพาะการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน ขณะที่ตลาดอินเดียและรัสเซียยังเป็นแรงส่งสำคัญ อย่างไรก็ดี บางพื้นที่ในภาคใต้ยังต้องเร่งฟื้นฟู และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การสื่อสารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย เนื่องจากยังมีข่าวหรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้องในโซเชียลมีเดีย ซึ่งกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย
สำหรับปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ ยังคงเป็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่ยังไม่แน่นอน ซึ่งอาจทำให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ผันผวน ส่วนปัจจัยในประเทศ ความเสี่ยงสำคัญคือภาวะการเงินที่ตึงตัว หนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงความเปราะบางจากภัยพิบัติที่เกิดถี่และรุนแรงขึ้นจากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ
นายวิศิษฐ์เห็นว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมี Action Plan ที่ชัดเจน ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ การดูแลต้นทุนการผลิต การยกระดับเทคโนโลยี ลดความผันผวนด้านโลจิสติกส์ และบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินบาทที่แกว่งตัวแรง ขณะเดียวกัน ปัจจัยบวกยังมีอยู่ ทั้งแนวโน้มดอกเบี้ยโลกที่เริ่มนิ่งหรือเข้าสู่ขาลง โอกาสจากตลาดใหม่ เช่น ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ และการต่อยอดจุดแข็งของไทยในการเป็นศูนย์กลางด้านอาหารและสุขภาพ
ทั้งนี้ หากเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ขยายตัวได้เพียง 2-2.2% ยังถือว่าไม่เพียงพอกับการขยายกำลังการผลิตของผู้ประกอบการที่ทำตลาดในประเทศเป็นหลัก แต่ปี 2569 จะเป็นปีที่ทิศทางเศรษฐกิจโลกเริ่มชัดเจนขึ้น และเป็นปีที่ต้องอาศัยความสามารถในการแข่งขันอย่างแท้จริงของภาคธุรกิจไทยในการฝ่าความท้าทายต่อไป
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 7 มกราคม 2569

