ถอดรหัสระเบียบโลกใหม่ทรัมป์ จาก MAGA สู่นโยบายต่างประเทศแข็งกร้าว
การที่สหรัฐบุกจับประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร เมื่อสัปดาห์ก่อน เบื้องต้นผู้ติดตามการเมืองโลก อาจเข้าใจว่าเป็นการยึดน้ำมันที่มีอยู่มากมายในประเทศเวเนซุเอลา
แต่สำหรับพันธมิตร และศัตรูของสหรัฐต้องจับตา เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังมีระเบียบโลกใหม่ของตนเอง
รู้จักระเบียบโลกเดิม ซ
สงครามโลก ครั้งที่ 2 ถือเป็นจุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์โลกสมัยใหม่ ยุโรปอดีตมหาอำนาจโลกตั้งแต่ยุคโรมันจนถึงยุคล่าอาณานิคมเสียหายยับเยินจากการเป็นสมรภูมิสงคราม สหรัฐอเมริกาผงาดขึ้นมาในฐานะมหาอำนาจใหม่ผู้ชนะสงครามด้วยอาวุธนิวเคลียร์ อีกทั้งประเทศไม่ได้บอบช้ำจากสงคราม จึงเป็นหน้าที่ของสหรัฐที่ต้องพิทักษ์ยุโรป และโลกทั้งมวล
ครั้นสงครามโลกสิ้นสุดได้ไม่นาน สงครามเย็นซึ่งเป็นการปะทะกันทางอุดมการณ์ระหว่างโลกเสรีนำโดยสหรัฐกับลัทธิคอมมิวนิสต์นำโดยสหภาพโซเวียตได้บังเกิดขึ้น ระเบียบโลกยุคสงครามเย็น เริ่มต้นขึ้นในเดือนมี.ค.1947 ประธานาธิบดีแฮร์รี ทรูแมน แสดงสุนทรพจน์ความยาว 18 นาที ให้คำมั่นว่า สหรัฐสนับสนุนการป้องกันยุโรปไม่ให้สหภาพโซเวียตขยายตัวออกไปได้อีก

รูปธรรมอยู่ที่สหรัฐมีบทบาทนำในการก่อตั้งองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) รวมถึงยึดมั่นต่อ “ระเบียบระหว่างประเทศบนพื้นฐานของกฎหมาย” ที่ประเทศต่างๆ ต่างให้คำมั่นสัญญาต่อกัน และแบกรับภาระร่วมกัน โดยมีจุดประสงค์เพื่อปกป้องโลกประชาธิปไตยจากอำนาจเผด็จการที่เป็นศัตรู
รู้จักระเบียบโลกใหม่ :
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เมื่อสงครามเย็นใกล้สิ้นสุดลง นักการเมืองเริ่มคาดการณ์ถึงโลกหลังสงครามเย็นว่าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร มุมมองที่ชัดเจนที่สุดน่าจะมาจากประธานาธิบดีจอร์จ เอช ดับเบิลยู บุช แห่งสหรัฐอเมริกา หรือบุชผู้พ่อ ในสุนทรพจน์ต่อรัฐสภาเมื่อปี 1990 ก่อนสงครามอ่าวครั้งแรก บุชได้กล่าวถึงแนวคิดเรื่อง “ระเบียบโลกใหม่” เอาไว้
กล่าวคือ การสิ้นสุดของสงครามเย็นถือเป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ที่บุชหวังว่าจะเป็นยุคที่ “ปราศจากภัยคุกคามจากการก่อการร้าย การแสวงหาความยุติธรรมเข้มแข็งขึ้น และการแสวงหาสันติภาพมั่นคงยิ่งขึ้น เป็นยุคที่ชาติต่างๆ ทั่วโลก ทั้งตะวันออก ตะวันตก เหนือ และใต้ สามารถเจริญรุ่งเรือง และอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน” หรืออีกนัยหนึ่ง “ระเบียบโลกใหม่” เป็นช่วงเวลาแห่งความร่วมมือ และสันติภาพระหว่างประเทศที่ “หลักนิติธรรมเข้ามาแทนที่กฎแห่งป่า”
ระเบียบโลกใหม่ (กว่า) ของทรัมป์ :
การที่ทรัมป์สั่งบุกจับมาดูโร มาดำเนินคดียาเสพติดในนิวยอร์ก สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั้งโลก เกิดขึ้นหลังจากทรัมป์ในวาระสองสั่งโจมตีโซมาเลีย ไนจีเรีย ซีเรีย อิรัก และอิหร่าน รวมถึงในน่านน้ำสากล ทั้งหมดนี้ถือเป็นสุดยอดความก้าวร้าวของนโยบายต่างประเทศที่ทรัมป์มองว่าผลประโยชน์ของสหรัฐสำคัญเหนือกว่าทุกสิ่ง
ซุน เฉิงห่าว นักวิจัยจากศูนย์ความมั่นคง และยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยชิงหัว ให้สัมภาษณ์บลูมเบิร์กว่า การโค่นล้มมาดูโรจะถูกมองว่าเป็น “บทเรียนที่ชัดเจนถึงการเมืองแห่งการใช้อำนาจ” สำหรับประเทศมหาอำนาจระดับโลกอย่างจีน การเคลื่อนไหวครั้งนี้ “เร่งให้เกิดแนวโน้มที่กว้างขึ้นไปสู่การปรับเปลี่ยนระเบียบโลกใหม่”
สิ่งที่เกิดขึ้นล่าสุดตรงข้ามอย่างมากกับสิ่งที่ทรัมป์อ้างว่าเขาคือ “ผู้สร้างสันติภาพ” แต่ก็สอดคล้องกับแนวทางแข็งกร้าวมากขึ้นของทรัมป์ในวาระสอง แม้แต่ในประเทศเขาก็ส่งกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิไปทั่วประเทศ และรณรงค์ผลักผู้อพยพหลายล้านคนออกนอกประเทศ
ภารกิจในเวเนซุเอลา ที่สหรัฐทำไปโดยไม่ปรึกษาพันธมิตรหรือมีแผนการชัดเจนว่าจะทำอะไรต่อไปตอกย้ำความเข้าใจที่ว่าทรัมป์จะดำเนินการก่อนแล้วค่อยลงรายละเอียดในภายหลัง
“มีคนเขียนไว้มากมายถึงการมาของโลกหลายขั้ว แต่รัฐบาลทรัมป์กำลังแสดงให้เห็นถึงการก่อตัวของระเบียบโลกแบบจักรวรรดิ” บาเดอร์ อัล-ไซฟ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยคูเวต และนักวิจัยร่วมของแชทแฮมเฮาส์กล่าว
น่าสังเกตว่า ภายใต้การบริหารของทรัมป์ 2.0 พันธมิตรเก่าแก่กลับกลายเป็นเป้าหมายถูกข่มขู่ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงยิ่งขึ้น เช่น ประธานาธิบดีได้กล่าวถึงเรื่องที่แคนาดาจะกลายเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐอเมริกา และขู่ว่าจะโจมตีปานามาเพื่อป้องกันไม่ให้จีนมีอิทธิพลเหนือคลองปานามามากเกินไป
ในการให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์เมื่อวันเสาร์ (3 ม.ค.69) ทรัมป์ยังเตือนด้วยว่า “เราต้องทำอะไรสักอย่าง” เกี่ยวกับเม็กซิโก เนื่องจากประธานาธิบดีคลอเดีย เชนบอม ไม่สามารถปราบปรามแก๊งค้ายาเสพติดได้
ทั้งหมดนี้ถือเป็นการปฏิเสธระเบียบโลกใหม่หรือการกำหนดนโยบายต่างประเทศของสหรัฐหลังสงครามเย็นอย่างชัดเจนที่สุด ระเบียบโลกใหม่แบบเดิมหมายถึงรัฐบาลต่างๆ เน้นย้ำความร่วมมือกับพันธมิตรทำงานผ่านองค์การสหประชาชาติ และกลุ่มต่างๆ เช่น จี20 โดยมีสหรัฐเป็นผู้นำ แม้จะมีข้อยกเว้นที่สำคัญ เช่น การรุกรานอิรักในปี 2003 แต่แม้ในกรณีอิรักสหรัฐก็ยังคงแสดงท่าทีแสวงหาการสนับสนุนจากนานาชาติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตน
บลูมเบิร์ก รายงานว่า คราวนี้ ทรัมป์ไม่ได้ใช้ข้ออ้างเหมือนที่สหรัฐเคยทำครั้งก่อนๆ แต่ทรัมป์ทำไปโดยลำพังชวนให้นึกถึงยุคอาณานิคม ที่สหรัฐปล่อยให้รัฐบาลที่อ้างว่าเป็นอิสระดำเนินกิจการของตนเองไปพร้อมๆ กับการแสดงอำนาจเหนือกว่าของอเมริกาผ่านทางเศรษฐกิจ และแสนยานุภาพทางทหาร
ลักษณะสำคัญประการหนึ่งในแนวทางใหม่ของทรัมป์เห็นได้จากสถานการณ์ในยูเครน เยเมน และความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับฉนวนกาซาคือ การมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่รวดเร็ว แทนที่จะจัดการกับปัญหาที่ยาก และเรื้อรังกว่า เช่น การปกครอง และความมั่นคง
“เหตุการณ์ในเวเนซุเอลา และ ‘คณะกรรมการสันติภาพ’ ที่กำลังจะเกิดขึ้นสำหรับฉนวนกาซา รวมถึงการกล่าวถึงกรีนแลนด์ และแคนาดาในบางครั้ง ล้วนชี้ให้เห็นถึงผลกระทบในวงกว้างที่อาจนำไปสู่ความวุ่นวายระดับโลก” อัล ซาอีฟ จากมหาวิทยาลัยคูเวต กล่าว
นี่คือ แนวคิดที่อาจส่งผลเสียต่อผลประโยชน์ของอเมริกา นักวิจารณ์บางคนกล่าวว่า จีนอาจใช้การกระทำของทรัมป์เป็นตัวอย่างยึดไต้หวัน หรือกระตุ้นให้รัสเซียโค่นประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน แนวทางการต่างประเทศแบบทรัมป์ อาจเปลี่ยนจุดปะทะเล็กๆ จากหมู่เกาะสแปรตลีย์ในทะเลจีนใต้ไปจนถึงพรมแดนที่มีข้อพิพาทข้ามเทือกเขาหิมาลัยให้กลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบได้อย่างรวดเร็ว
ใช้เศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ :
ทรัมป์ และทีมงานเผยให้เห็นเครื่องมือหนึ่งที่จะประสานเป้าหมายต่างๆ เอาไว้ได้ นั่นคือ ความเหนือกว่าทางเศรษฐกิจ เขาและมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พูดชัดว่า สหรัฐต้องการเข้าถึงน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลา ที่มากสุดในโลกคิดเป็น 17% ของอุปทานน้ำมันโลก โดยทรัมป์ระบุว่า บริษัทสหรัฐจะเข้าไปฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
ทรัพยากรเป็นอีกประเด็นที่ทรัมป์ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะยูเครนที่สหรัฐได้ลงนามข้อตกลงเข้าถึงทรัพยากรแร่ของประเทศส่วนหนึ่งของการสนับสนุนรัฐบาลของเซเลนสกี
จิเมนา ซูนิกา นักวิเคราะห์ภูมิเศรษฐศาสตร์ลาตินอเมริกา กล่าวกับบลูมเบิร์กว่า ในเวเนซุเอลายังมีทรัพยากรอื่นๆ อีกนอกเหนือจากน้ำมัน ประเทศนี้ที่มีประชากร 30 ล้านคน“มีชายฝั่งยาวเกือบ 3,000 กิโลเมตร พร้อมด้วยหาดทรายสวยงามของทะเลแคริบเบียนที่เหมาะแก่การท่องเที่ยว มีท่าเรือตั้งอยู่ในทำเลที่ดีสำหรับการค้าทางทะเลเชื่อมต่อคลองปานามา ชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐอเมริกา และยุโรป”
อย่างไรก็ตาม จากมุมมองของทรัมป์ ผลดีอาจมีมหาศาล
“ความสำเร็จในการโค่นล้มมาดูโร อาจทำให้รัฐบาลทรัมป์กล้าที่จะขยายการกดดันไปยังคิวบาหรือระบอบการปกครองอื่นๆ ที่ไม่พึงประสงค์ ในขณะที่ความล้มเหลวอาจทำให้ความอยากแทรกแซงลดลง” นักวิเคราะห์รายนี้กล่าว
เบี่ยงเบนแนวทาง MAGA :
ในการหาเสียงเลือกตั้งกลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งเมื่อปี 2024 ทรัมป์ชูสโลแกน MAGA:“Make America Great Again” ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง แต่การโจมตีเวเนซุเอลาแบบไม่ทันให้ใครตั้งตัวอาจเรียกเสียงวิจารณ์จากแฟนคลับว่า ประธานาธิบดีให้ความสำคัญกับนโยบายต่างประเทศมากกว่าการเสริมสร้างความเชื่อมั่นของชาวอเมริกันที่มีต่อการบริหารเศรษฐกิจของเขา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐเหลือเวลาอีกประมาณ 10 เดือนในวอชิงตัน กลุ่มสายเหยี่ยวในพรรครีพับลิกัน ซึ่งโดยปกติมีอิทธิพลจำกัด ส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนเขา ในขณะที่กลุ่มอนุรักษนิยม MAGA ซึ่งมักต่อต้านปฏิบัติการทางทหารในต่างประเทศ กลับเงียบกว่า
สถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสถานการณ์ในเวเนซุเอลาเลวร้ายลง แต่ในขณะนี้ การสนับสนุนทางการเมืองของทรัมป์ยังคงแข็งแกร่ง คำถามคือ แรงสนับสนุนจะดำรงอยู่นานแค่ไหน
“นี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาให้สัญญาไว้ระหว่างหาเสียง” มอรา กิลเลสปี นักยุทธศาสตร์พรรครีพับลิกันกล่าว “ประชาชนในประเทศต่างสับสน พวกเขากำลังถามว่า นี่หมายความว่าอย่างไรสำหรับฉัน และมันจะส่งผลกระทบต่อชีวิตของฉันอย่างไร”
จับตาเรียกร้องเพิ่งงบฯ กลาโหม :
ทรัมป์โพสต์ทรูธโซเชียลเมื่อวันพุธ (7 ม.ค.69) เรียกร้องงบประมาณกลาโหมสหรัฐปี 2027 ควรอยู่ในระดับ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่างบประมาณกลาโหมปี 2026 ที่ได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรส 9.01 แสนล้านดอลลาร์
ทรัมป์อธิบายว่าการใช้จ่ายงบประมาณกลาโหมมหาศาลนี้นำมาจากรายได้ภาษีที่เขาเรียกเก็บจากเกือบทุกประเทศ และภาคอุตสาหกรรมสำคัญจำนวนมาก ไม่เพียงเท่านั้นสหรัฐยังสามารถลดหนี้สิน และคืนเงินให้ชาวอเมริกันที่มีรายได้ปานกลางได้
เสียงเรียกร้องเพิ่มงบประมาณกลาโหมของทรัมป์ จุดชนวนให้คิดว่าทรัมป์เตรียมทำสงครามหรือไม่
ตรวจสถานะเวเนซุเอลา :
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปหลังการบุกจับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เรียกได้ว่าสถานการณ์เข้าที่เข้าทางมากขึ้น ประเทศต่างๆ ที่ทรัมป์ขู่จะจัดการเมื่อวันอาทิตย์ (4 ม.ค.69) ไม่ว่าจะเป็นคิวบา โคลอมเบีย กรีนแลนด์ เริ่มมีความชัดเจน
ทรัมป์โพสต์ทรูธโซเชียลในวันศุกร์ (9 ม.ค.69) ว่า สหรัฐและเวเนซุเอลากำลังทำงานร่วมกันอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน และก๊าซให้ขนาดใหญ่ขึ้น ดีขึ้น และทันสมัยกว่าเดิม
ส่วนที่เคยขู่ว่าสหรัฐอาจโจมตีเวเนซุเอลา ครั้งที่ 2 หากรัฐบาลไม่ให้ความร่วมมือ ทรัมป์เผยความชัดเจนระหว่างการประชุมกับผู้บริหารบริษัทน้ำมันเมื่อบ่ายวันศุกร์ ไม่คิดว่าจะโจมตีเวเนซุเอลาอีกแต่ก็ย้ำถึงการเสริมกำลังทหารในแคริบเบียน
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 12 มกราคม 2569

