ทุนจีนไหลเข้าเวียดนามไม่หยุด ไม่หวั่นภาษีทรัมป์ จุดสงสัยทางเลี่ยงภาษีทุนจีน?
สหรัฐเร่งกดดันด้วยภาษีเพื่อสกัดสินค้าจีนที่อ้อมผ่านเวียดนาม แต่เงินทุนจากจีนและฮ่องกงยังคงไหลเข้า ‘เวียดนาม’ ไม่ขาดสาย พร้อมกับตัวเลขเกินดุลการค้ากับสหรัฐที่ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นี่คือ ‘ทางเลี่ยงภาษี’ ของทุนจีนหรือไม่ หรือคือการก้าวขึ้นเป็นฐานอุตสาหกรรมตัวจริงในสงครามการค้าโลก
แม้ว่าสหรัฐใช้มาตรการภาษีเข้ม เพื่อสกัดสินค้าจีนที่อ้อมผ่านเวียดนามไปสหรัฐ (Transshipment) แต่การลงทุนจากจีนและฮ่องกงใน “เวียดนาม” ตลอดปี 2025 กลับยังคงแข็งแกร่ง สะท้อนว่าเวียดนามไม่ได้เป็นเพียงทางผ่านของห่วงโซ่อุปทานอีกต่อไป หากกำลังกลายเป็น “ฐานการผลิตและตลาดปลายทางที่แท้จริงของทุนจีน”
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของเวียดนามระบุว่า นักลงทุนจากจีน และฮ่องกงได้ยื่นขอลงทุนในเวียดนามรวม 8.14 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้าที่ 8.21 พันล้านดอลลาร์ เมื่อรวมกันแล้ว “จีนและฮ่องกง” ถือเป็นแหล่งเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) รายใหญ่ที่สุดของเวียดนามในปีที่ผ่านมา แซงหน้าสิงคโปร์และเกาหลีใต้

ภาษีทรัมป์กระทบแค่ระยะสั้น เงินทุนฟื้นตัวเร็ว :
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า ในช่วงต้นปี 2025 การลงทุนจากจีนและฮ่องกงไหลเข้าเวียดนามเฉลี่ย 600–700 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน ก่อนจะชะลอลงเหลือราว 200–400 ล้านดอลลาร์ระหว่างเดือนพฤษภาคม–กรกฎาคม หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ทั่วโลก
อย่างไรก็ดี หลังการเจรจาอย่างเข้มข้น วอชิงตันลดอัตราภาษีต่อเวียดนามลงเหลือ 20% จากที่เคยขู่ไว้ที่ 46% ในเดือนกรกฎาคม ส่งผลให้เงินลงทุนจากจีนและฮ่องกงฟื้นตัวทันที กลับมาอยู่ที่ 500–800 ล้านดอลลาร์ต่อเดือนในช่วงสิงหาคม–พฤศจิกายน และพุ่งขึ้นถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์ ในเดือนธันวาคม
อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ถูกนำเงินเข้ามาใช้จริงในปีที่ผ่านมา จะอยู่ที่ 27,620 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเพิ่มขึ้น 9% จากปี 2024 แต่เงินลงทุนที่นำมาใช้จริงเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นผลจากคำมั่นลงทุนที่ให้ไว้ตั้งแต่ปีก่อนหน้าแล้ว
ดังนั้น ผลกระทบที่แท้จริงจากนโยบายภาษีของทรัมป์ อาจยังไม่สะท้อนชัดในตัวเลขปีนี้ และจำเป็นต้องจับตาข้อมูลในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
ไม่ใช่แค่เลี่ยงภาษี แต่คือการปักฐานจริง :
คาร์โล ฟาบริซี เลขาธิการสมาคมการค้าและการลงทุนเวียดนาม–จีน (VCTI) ให้สัมภาษณ์กับนิกเกอิ เอเชียว่า แม้แรงจูงใจด้านการหลีกเลี่ยงภาษีสหรัฐ จะเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ แต่ไม่ใช่เหตุผลเดียว
เขาชี้ว่า เวียดนามกำลัง “ดูดซับวัตถุดิบและชิ้นส่วน” เพื่อรองรับฐานการผลิตเพื่อการส่งออกของตัวเองอย่างแท้จริง โดยนักลงทุนจีนให้ความสนใจสูงในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วน สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ และการผลิตขนาดเบา
ฟาบริซีซึ่งย้ายจากเซี่ยงไฮ้มาประจำที่ฮานอยเปิดเผยว่า เขาสนับสนุนการตั้งโรงงานเครื่องพิมพ์จากจีน และการขยายกำลังผลิตของผู้ผลิตสิ่งทอรายใหญ่ในเวียดนาม
ไม่ใช้เป็นแค่ฐานผลิต แต่มุ่งขายตรงเวียดนามด้วย :
ภาพเดียวกันสะท้อนจากภาคธุรกิจท้องถิ่น มาน ถิ แทง เถ่า ผู้อำนวยการบริษัท Dong Duong Metal Production–Trading ระบุว่า คำสั่งซื้อจากลูกค้าจีนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะจากซัพพลายเออร์แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์แสงสว่าง กล้อง อุปกรณ์พกพา และเครื่องมือทำสวน
เธอเล่าว่า ลูกค้าจีนที่ตั้งฐานในเวียดนาม “คิดเป็น 70% ของยอดขายในประเทศ” จากเดิม 50% ในปี 2024 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกในปี 2026
“ผู้ขายสินค้าจีนในกลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ในบ้านบอกกับฉันว่า พวกเขาชอบขายสินค้าให้เวียดนามมาก” เถ่ากล่าว พร้อมอธิบายว่า
“ไม่ใช่เพื่อส่งต่อสินค้าไปยังสหรัฐ แต่เพราะขณะนี้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกา ได้กลายเป็นตลาดหลักของพวกเขาแล้ว”
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ ผู้ผลิตรถยนต์จีน Chery มีแผนจะลงทุนในเวียดนามสูงสุด 800 ล้านดอลลาร์ โดยโรงงานที่จะเริ่มผลิตกลางปี 2026 จะเป็น “โรงงานใหญ่ที่สุดของบริษัทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” และจะผลิตรถเพื่อจำหน่ายทั้งในเวียดนามและตลาดอื่นๆ ในภูมิภาค

ข้อตกลงการค้าเสรีภายในอาเซียน ทำให้เวียดนามเป็นฐานการผลิตที่เหมาะสมในการเข้าถึงตลาดเกิดใหม่ แต่ขณะเดียวกัน เวียดนามเองก็เริ่มเป็น “ตลาดผู้บริโภค” ที่น่าสนใจ ภายใต้การปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 40 ปี เพื่อมุ่งสู่ประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2045
“อีกหนึ่งแนวโน้มคือ บริษัทจีนหันมาเจาะตลาดภายในประเทศเวียดนาม ‘มากกว่า’ การผลิตเพื่อส่งออก” ฟาบริซีกล่าว พร้อมยกตัวอย่างคำร้องขอที่เขาได้รับ เพื่อช่วยนำสินค้าอย่างขนมขบเคี้ยว ชานมไข่มุก และสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ เข้ามาจำหน่ายในเวียดนาม ซึ่งมีประชากรมากกว่า 100 ล้านคน
เขากล่าวเสริมว่า “นอกเหนือจากอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ยังมีความสนใจในการติดตั้งตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ โดยเฉพาะตู้ที่จำหน่าย ‘กล่องสุ่ม’ ”
“แนวคิดนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในเวียดนาม โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เช่น ฮานอย และโฮจิมินห์ซิตี้”
ทุบสถิติเกินดุลสหรัฐ จุดข้อสงสัยเป็นทางผ่านทุนจีน?
ในปี 2025 เวียดนามนำเข้าสินค้าจากจีน 186,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อน โดยสินค้ากลุ่มคอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วน พุ่งขึ้นถึง 51% จนแตะ 48,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน
ฟาบริซีระบุว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวัตถุดิบสำคัญจำนวนมาก เช่น เหล็กอัลลอยคุณภาพสูง รวมถึงชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จรูปอย่างตลับลูกปืน ไม่สามารถจัดหาได้ภายในประเทศ จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากจีนหรือเกาหลีใต้เป็นหลัก
อย่างไรก็ดี การส่งออกเวียดนามไปสหรัฐยังคงพุ่งแรง ทำสถิติ “เกินดุลการค้ากับสหรัฐสูงสุดเป็นประวัติการณ์” เกือบ 134,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 จนทำให้วอชิงตันหันมาจับตาปัญหาการถ่ายโอนสินค้าอย่างใกล้ชิด และขู่ใช้ภาษี 40% กับสินค้าที่เข้าข่าย ซึ่งอาจเป็นสินค้าจีนที่เปลี่ยนฉลาก หรือปรับแก้ใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ก่อนส่งออกไปยังสหรัฐเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี
ด้านมาร์โก ฟอร์สเตอร์ ผู้อำนวยการบริษัทที่ปรึกษา Dezan Shira & Associates ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการติดตามการ “ถ่ายโอนสินค้า” โดยระบุว่า
“ความโปร่งใสในระดับบริษัท ยังคงมีข้อจำกัด ทำให้ยากต่อการประเมินตัวเลขได้อย่างแม่นยำ”
อย่างไรก็ดี เขาเสริมว่า การบังคับใช้กฎหมายของเวียดนามต่อพฤติกรรมดังกล่าว กำลัง “เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ”
“เวียดนามได้เสริมความแข็งแกร่งในการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า การตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และจับตาการพุ่งขึ้นของการค้าอย่างผิดปกติ” ฟอร์สเตอร์กล่าว
“ผลที่ตามมาน่าจะเป็นจำนวนโครงการขนาดใหญ่ที่เป็นข่าวลดลง แต่การลงทุนจะมีคุณภาพสูงขึ้น และสามารถยืนหยัดได้มากขึ้นในระบบนิเวศอุตสาหกรรมของเวียดนาม”
ขณะที่มาร์ติน ฟิดเดน ซีอีโอ Savills Asia Pacific มองว่า ภูมิทัศน์ภาษีใหม่กำลังผลักให้ธุรกิจจำนวนหนึ่ง “หันมาค้าขายกับตะวันออกมากกว่าตะวันตก” และการลงทุนในเวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย มีแรงหนุนจากการจัดโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานมากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น
ท้ายที่สุด แม้แรงกดดันจากสหรัฐจะยังไม่จางหาย แต่ทิศทางเงินทุนจีนในเวียดนาม กำลังเปลี่ยนจากการ “เลี่ยงภาษี” ไปสู่การ “ฝังตัวในระบบอุตสาหกรรม” มากขึ้น และอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดบทบาทของเวียดนามในห่วงโซ่อุปทานโลกยุคสงครามการค้า
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 15 มกราคม 2569

