จับตายุโรป อาจใช้ "อาวุธทุน" มูลค่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ กดดันสหรัฐ ปมกรีนแลนด์
ชาติยุโรปอาจงัดไพ่เด็ด ใช้อาวุธทางการเงินมูลค่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ ปลุกกระแส Sell America Trade หลังทรัมป์ขู่ตั้งกำแพงภาษีปมกรีนแลนด์
ชนวนเหตุศึกชิงกรีนแลนด์ เมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่เก็บภาษีศุลกากร (Tariffs) กับพันธมิตร NATO 8 ประเทศในยุโรป เพื่อตอบโต้ที่ยุโรปคัดค้านความพยายามของสหรัฐในการผนวกกรีนแลนด์ (Annex Greenland) มาเป็นของตน ซึ่งทรัมป์ยื่นคำขาดให้มีการตกลง ‘ซื้อขายกรีนแลนด์’ ภายในเดือนมิถุนายนนี้
หลังโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าข่มขู่ตั้งกำแพงภาษีกับชาติยุโรปจากกรณีอธิปไตยเหนือ ‘กรีนแลนด์’ ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่ายุโรปอาจยกระดับเกมการค้า งัดไพ่เด็ด โชว์อาวุธทางการเงินที่ถือครองอยู่ ซึ่งเป็นสินทรัพย์สหรัฐมูลค่ามหาศาลกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ (หรือราว 312.5 ล้านล้านบาท) มาเป็นเครื่องมือในการต่อรอง
ข้อมูลจากกระทรวงการคลังสหรัฐระบุว่า ประเทศในยุโรปถือครองพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นสหรัฐในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasuries) เกือบ 40% ของการถือครองโดยต่างชาติ ทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่า หากยุโรปเทขายสินทรัพย์เหล่านี้ อาจดันต้นทุนการกู้ยืมของสหรัฐให้สูงขึ้น ทั้งกดดันตลาดหุ้นโดยตรง

อย่างไรก็ดี นักกลยุทธ์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าทำจริงยาก เนื่องจากสินทรัพย์สหรัฐส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในมือรัฐบาลยุโรปโดยตรง แต่ถือครองผ่านกองทุนเอกชนจำนวนมาก อีกทั้งการขายทิ้งจะย้อนทำร้ายผลประโยชน์นักลงทุนยุโรปเอง จึงทำให้โอกาสใช้อาวุธการเงินในทางปฏิบัติยังถือว่าต่ำ
การที่ผู้บริหารระดับสูงของธนาคารยุโรปเริ่มพูดถึงแนวคิด “Weaponization of Capital” หรือการใช้ทุนเป็นอาวุธ บ่งชี้ว่าความเสี่ยงเชิงระบบกำลังเพิ่มขึ้น ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนสมดุลใหม่ ที่มาพร้อมกับนโยบายกีดกันทางการค้าที่แข็งกร้าวขึ้น
ตลาดเงินเสี่ยง :
ความตึงเครียดล่าสุดกดดันตลาดการเงินระหว่างสหรัฐและชาติยุโรป ฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐ หุ้นยุโรป และค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ขณะที่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง ทองคำ ฟรังก์สวิส และยูโร ได้รับแรงซื้อ บอกโดยนัยถึงการกลับมาของ “Sell America Trade” (ปรากฏการณ์ที่นักลงทุนทั่วโลกตัดสินใจ ลดการถือครองสินทรัพย์สหรัฐขนานใหญ่พร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นหุ้น พันธบัตรรัฐบาล หรือเงินดอลลาร์ เพื่อย้ายเงินทุนไปยังสินทรัพย์อื่นที่ปลอดภัย หรือคุ้มค่ากว่าในภูมิภาคอื่น) ที่เคยเกิดขึ้นหลังทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีเมื่อปีก่อน
แม้ดอลลาร์ยังอยู่ในช่วงอ่อนค่า แต่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐกลับให้ผลตอบแทนดีในปีที่ผ่านมา และตลาดหุ้นสหรัฐยังทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ชี้ว่านักลงทุนจำนวนมากอาจปรับพอร์ตล่วงหน้าไปแล้ว เพื่อลดแรงสั่นสะเทือนจากความไม่แน่นอนทางการเมือง
ยุโรปแตกเสียง :
ด้านการเมืองภายในยุโรปเริ่มเห็นรอยร้าว นายกรัฐมนตรีเยอรมนีพยายามโน้มน้าวให้ฝรั่งเศสลดระดับความแข็งกร้าวต่อทรัมป์ หลังฝรั่งเศสผลักดันให้ European Union ใช้มาตรการต่อต้านการบีบบังคับทางเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นอาวุธการค้าขั้นสูงสุดของสหภาพ
เยอรมนีให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจของประเทศพึ่งพาการส่งออกสูง หากเกิดสงครามการค้าเต็มรูปแบบ จะสร้างความเสียหายรุนแรงต่อภาคอุตสาหกรรม ขณะที่อียูกำลังหารือการตั้งภาษีตอบโต้สินค้าสหรัฐมูลค่า 93,000 ล้านยูโร ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องบิน รถยนต์ ไปจนถึงสุราจากสหรัฐ
หากสหรัฐเดินหน้าขึ้นภาษีเต็มอัตรา 25% อาจทำให้การส่งออกของบางประเทศยุโรปไปสหรัฐหดตัวสูงถึง 50% โดยเยอรมนีเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
นักเศรษฐศาสตร์มองว่า ในทางทฤษฎี ยุโรปมีอำนาจต่อรองจากการถือครองสินทรัพย์สหรัฐจำนวนมาก แต่ในทางปฏิบัติ อียูแทบไม่มีเครื่องมือบังคับให้นักลงทุนเอกชนขายสินทรัพย์ดอลลาร์ได้จริง ทำได้เพียงจูงใจให้เงินไหลกลับเข้าสินทรัพย์ยุโรป
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 21 มกราคม 2569

