ปี 2568 ต่างชาติหอบเงินลงทุนไทย สูงสุดในรอบ 5 ปี สิงคโปร์ แรงแชมป์อันดับหนึ่ง
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยปี 2568 ต่างชาติหอบเงินเข้าไทยสูงเป็นประวัติการณ์ในรอบ 5 ปี ลงทุนรวม 3.24 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ถึง 9.6 หมื่นล้านบาท หรือ 42% สิงคโปร์ ครองแชมป์ลงทุนอันดับหนึ่งทะลุ 1.03 แสนล้านบาท ตามด้วย ญี่ปุ่น 8.6 หมื่นล้านบาท และจีน 3.5 หมื่นล้านบาท
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนของชาวต่างชาติปี 2568 ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 5 ปี (2564 – 2568) มูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 324,148 ล้านบาท
นับเป็นข่าวดีที่นักลงทุนชาวต่างชาติมีความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเห็นว่าประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและตลาดที่สำคัญในระดับภูมิภาค โดย *ปี 2564 ลงทุนรวม 8.28 หมื่นล้านบาท *ปี 2565 ลงทุนรวม 1.28 แสนล้านบาท *ปี 2566 ลงทุนรวม 1.27 แสนล้านบาท และ *ปี 2567 ลงทุนรวม 2.28 แสนล้านบาท

ตลอดปี 2568 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 1,078 ราย โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 291 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 787 ราย โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
(1)ญี่ปุ่น 186 ราย คิดเป็น 17% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 85,688 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ
* ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ การให้คำปรึกษาทางเทคนิคในการปรับปรุงกระบวนการผลิต เป็นต้น
* ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย
* ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์
* ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น เครื่องจักร ชิ้นส่วนยานพาหนะ ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนโลหะ เป็นต้น
(2)สิงคโปร์ 167 ราย คิดเป็น 15% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 103,399 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ
* ธุรกิจโรงแรม
* ธุรกิจบริการ Data Center, Data Hosting
* ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานพาหนะไฟฟ้า
* ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป Printed Circuit Board ชิ้นส่วนพลาสติก และชิ้นส่วนเครื่องจักร เป็นต้น
(3)จีน 152 ราย คิดเป็น 14% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 35,046 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ
* ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อการผลิตถ่านกัมมันต์
* ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม จัดหาวัสดุอุปกรณ์ ก่อสร้าง ติดตั้งและทดสอบระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคของโรงไฟฟ้าพลังงานลม
* ธุรกิจบริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ โดยเป็นการทดสอบชิ้นส่วนของอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
* ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ เป็นต้น
*
(4)สหรัฐอเมริกา 148 ราย คิดเป็น 14% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 5,073 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ
* ธุรกิจค้าปลีกสินค้า เช่น อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และ เครื่องแต่งกาย เป็นต้น
* ธุรกิจกิจการโฆษณา
* ธุรกิจบริการออกแบบ พัฒนา ติดตั้ง และบำรุงรักษาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม
* ธุรกิจบริการรับจ้างผลิต เช่น เครื่องประดับหรือชิ้นส่วนเครื่องประดับที่ผลิตจากโลหะมีค่า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ DC Cable และโลหะผสมสำหรับผลิตเครื่องประดับ เป็นต้น
(5)ฮ่องกง 113 ราย คิดเป็น 10% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 14,869 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ
* ธุรกิจธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม จัดหาวัสดุอุปกรณ์ ก่อสร้าง ติดตั้งและทดสอบระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานลม
* ธุรกิจบริการโทรคมนาคมแบบที่หนึ่ง
* ธุรกิจบริการ Data Center
* ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น พลาสติกคอมพาวด์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป และอุปกรณ์สำหรับเครื่องจักร เป็นต้น
เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567 พบว่า การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย เพิ่มขึ้น 124 ราย (13%) (ปี 2568 อนุญาต 1,078 ราย / ปี 2567 อนุญาต 954 ราย) และมีมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 96,042 ล้านบาท (42%) (ปี 2568 ลงทุน 324,148 ล้านบาท / ปี 2567 ลงทุน 228,106 ล้านบาท) รวมถึงมีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวรวม 6,647 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1,607 คน (32%) (ปี 2568 จ้างงาน 6,647 คน / ปี 2567 จ้างงาน 5,040 คน) โดยจำนวนนักลงทุนที่เข้ามาสูงสุดยังคงเป็นนักลงทุนญี่ปุ่นเช่นเดียวกับปีก่อน

นอกจากนี้ ยังพบว่า การลงทุนของต่างชาติที่เข้ามา ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 527 ราย คิดเป็น 49% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 1,078 ราย มูลค่าลงทุน 241,869 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร โดยประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่
1)ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะ/พลาสติก ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น ซึ่งสนับสนุนการพัฒนา การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
2)กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (TISO) ที่มีส่วนสำคัญในการเพิ่มบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนและโลจิสติกส์ในภูมิภาค
3)ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่น พัฒนาซอฟต์แวร์ และ Data Center เป็นต้น โดยตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และการพัฒนา Data Center และ AI Services
ลงทุนใน EEC :
สำหรับการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ปี 2568 มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC 313 ราย คิดเป็น 29% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากปี 2567 จำนวน 12 ราย (4%) (ปี 2568 ลงทุน 313 ราย / ปี 2567 ลงทุน 301 ราย) โดยมีมูลค่าการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 106,461 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจาก *จีน 83 ราย ลงทุน 19,263 ล้านบาท *ญี่ปุ่น 67 ราย ลงทุน 33,840 ล้านบาท *สิงคโปร์ 46 ราย ลงทุน 23,238 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 117 ราย ลงทุน 30,120 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ
* ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยการออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์
* ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์
* ธุรกิจบริการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล / บริการ Data Center
* ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ยางสังเคราะห์สำหรับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป และชิ้นส่วนยานพาหนะ เป็นต้น
เฉพาะเดือนธันวาคม 2568 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย 105 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 28 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 77 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 12,986 ล้านบาท
ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจาก สิงคโปร์ จีน และ ญี่ปุ่น ตามลำดับ มีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 929 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับการทำงานของกังหันลม องค์ความรู้เกี่ยวกับการบำรุงรักษาอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้า และองค์ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการอบชุบทางความร้อน เป็นต้น
สำหรับธุรกิจที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในเดือนธันวาคม 2568 ได้แก่
* ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม จัดหาวัสดุอุปกรณ์ ก่อสร้าง ติดตั้งและทดสอบระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานลม
* ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การออกแบบระบบ ปรับอากาศและระบบประหยัดพลังงาน เป็นต้น
* ธุรกิจบริการปรับปรุงแพลตฟอร์ม / บริการ Data Center
* ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น มอเตอร์ไฟฟ้า แผ่นพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป และชิ้นส่วนยานพาหนะ เป็นต้น
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 21 มกราคม 2569

