ศึกสหรัฐ–ยุโรปยื้อ ตัวเร่งอียูปิดดีล FTAไทย รับอานิสงส์ทุนย้ายฐาน
KEY POINTS :
* ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป (อียู) เป็นปัจจัยเร่งให้อียูต้องการหาตลาดใหม่ และผลักดันการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับไทยให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
* สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้บริษัทข้ามชาติพิจารณาย้ายฐานการผลิตจากยุโรปมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นโอกาสให้ไทยได้รับอานิสงส์จากการลงทุนที่ย้ายฐานมา
* หากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีสินค้าจากยุโรป จะเปิดโอกาสให้สินค้าไทยบางกลุ่ม เช่น อาหาร เกษตรแปรรูป และเครื่องใช้ไฟฟ้า สามารถเข้าไปแข่งขันและทดแทนสินค้าจากยุโรปในตลาดสหรัฐฯ ได้
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและแรงเสียดทานทางการค้าระหว่างมหาอำนาจ เริ่มส่งสัญญาณกระทบต่อทิศทางการค้าและการลงทุนของหลายประเทศ รวมถึงไทย โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพยุโรป (อียู) ที่อาจกลายเป็นตัวเร่งสำคัญให้การเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) ไทย-อียู เดินหน้าเร็วขึ้น

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาพรวมการค้าไทย-สหภาพยุโรป(อียู) ในช่วงที่ผ่านมาเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง โดยการส่งออกของไทยไปยุโรปที่มีแนวโน้มลดลงตามลำดับ ยกตัวอย่าง สินค้าหลักอย่างเหล็กเคยมีช่วงที่ยอดส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 50% แต่ปัจจุบันกลับเผชิญมาตรการภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) ราว 10% จากการตรวจสอบต้นทุน ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเบนเข็มไปตลาดสหรัฐมากขึ้น แม้สหรัฐจะไม่ใช่ตลาดใหญ่ที่สุด แต่ยังมีดีมานด์รองรับ
อย่างไรก็ดี สถานการณ์เริ่มซับซ้อนขึ้น เมื่อก่อนหน้านี้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ส่งสัญญาณจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจาก 8 ประเทศในยุโรป จาก 10% และอาจขยับเป็น 25% หากการเจรจาไม่คืบหน้าในกรณีจะผนวกเกาะกรีนแลนด์ แม้ล่าสุดจะมีการผ่อนคลายท่าทีลง แต่ความไม่แน่นอนดังกล่าวได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อบรรยากาศการค้าโลกไปแล้ว
นายวิศิษฐ์อธิบายว่า สินค้าหลักที่ยุโรปส่งออกไปสหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าพรีเมียมและเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ รถยนต์หรู รถยนต์ไฟฟ้า เครื่องยนต์ เครื่องจักรหนัก ยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงเครื่องจักรอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยุโรปมีความเชี่ยวชาญ และไม่ได้ทับซ้อนกับโครงสร้างการผลิตของไทยโดยตรง ดังนั้นไทยจึงไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงกับยุโรปในตลาดสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม หากสหรัฐเดินหน้าขึ้นภาษียุโรปจริง ย่อมส่งผลทั้งด้านบวกและด้านลบต่อไทย ในด้านบวก ไทยอาจมีโอกาสเข้าไปทดแทนสินค้บางส่วนในตลาดสหรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเกษตรแปรรูป อาหารเพื่อสุขภาพ (Functional Food) ผักผลไม้เมืองร้อน ยางพารา รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเดิมยุโรปเคยครองตลาด แต่ระยะหลังไทยเริ่มขยายส่วนแบ่งได้มากขึ้น หากสินค้าจากยุโรปมีราคาสูงขึ้นจากกำแพงภาษี ก็จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ส่งออกไทย
ในอีกด้านหนึ่ง หากเศรษฐกิจยุโรปชะลอตัวและค่าเงินยูโรอ่อนค่าลง ย่อมกระทบต่อกำลังซื้อและการนำเข้าสินค้าจากไทยโดยตรง ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงเร่งด่วนของไทยในขณะนี้ กลับเป็นค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อยู่ในระดับ 30-31 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าสุดในรอบ 5 ปี ส่งผลกระทบหนักต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะภาคเกษตรและอาหาร เช่น ยางพารา ข้าว มันสำปะหลัง น้ำตาล และอาหารแปรรูปที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงสูงสุดในรอบหลายปี
นอกเหนือจากมิติการค้า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับยุโรป ยังสะท้อนผ่านการตัดสินใจลงทุนของบริษัทข้ามชาติ ที่การย้ายฐานการผลิตจากยุโรปมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หากความตึงเครียดทางการค้ายังยืดเยื้อ โดยอาเซียนกลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ
อย่างไรก็ดี ไทยยังต้องเผชิญการแข่งขันอย่างหนักจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งถูกยกให้เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของนักลงทุนยุโรป เนื่องจากมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน แรงงาน และที่สำคัญคือมีข้อตกลง FTA กับสหภาพยุโรปแล้ว ตามมาด้วยอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์
“จุดที่ไทยอาจจะได้อานิสงส์จากความขัดแย้งสหรัฐ-ยุโรป คือ การเจรจา FTA ไทย-อียู ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ มีโอกาสเร่งให้บรรลุผลและมีผลบังคับใช้เร็วขึ้น เพราะอียูเองก็ต้องการหาตลาดใหม่เพื่อระบายสินค้าที่มีศักยภาพ และกระจายความเสี่ยงจากตลาดสหรัฐ” นายวิศิษฐ์กล่าว
ทั้งนี้ หากไทยสามารถปิดดีลเอฟทีเอกับอียูได้ จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจในการดึงดูดเงินลงทุนจากยุโรป เสริมความสามารถการแข่งขันด้านการส่งออก ลดอุปสรรคภาษี และยกระดับไทยให้เป็นฐานการผลิตสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงผันผวนและยากคาดเดา
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 23 มกราคม 2569

