5 วาระด่วนรัฐบาลใหม่ แก้ปากท้อง-การค้า-ภูมิรัฐศาสตร์ ชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย
KEY POINTS :
* เร่งแก้ปัญหาปากท้องประชาชน ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุด ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง และราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ
* เดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ และเร่งรัดทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับคู่ค้าสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุน
* รับมือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยเฉพาะนโยบายของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความผันผวนของเศรษฐกิจและการเงิน
* จัดการปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ทั้งการรับมือภัยพิบัติ ปัญหาคอร์รัปชัน และกลุ่มทุนสีเทาที่บ่อนทำลายเศรษฐกิจ
ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกและแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ว่าที่รัฐบาลใหม่ของไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ในการกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการต่างประเทศให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ให้สัมภาษณ์กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องเร่งจัดการอย่างน้อย 5 วาระเร่งด่วน หากต้องการพยุงเศรษฐกิจไทยให้รอดพ้นจากความเสี่ยงรอบด้านในปี 2569
วาระแรก คือ “ปากท้องประชาชน” :
ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในเวลานี้ ซึ่งการกระตุ้นการบริโภคไม่ใช่แค่การเพิ่มเงินในระบบ แต่ต้องเดินควบคู่กับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งแตะเกือบ 90% ต่อ GDP และหนี้สาธารณะที่ขยับเข้าใกล้ระดับ 70% ต่อ GDP แล้ว นอกจากนี้ ปัญหาปากท้องยังเชื่อมโยงกับราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะ “ทุเรียน” ที่มีสัญญาณราคาตกต่ำจากการแข่งขันของเวียดนามและมาเลเซีย แม้จะเป็นช่วงต้นฤดูกาล แต่ราคากลับอยู่เพียง 60-80 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนความเปราะบางของรายได้เกษตรกรไทย
วาระที่สอง คือ “การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ” ภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ :
ซึ่งครอบคลุมทั้งการส่งออก การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ภาษีสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment) และการเร่งทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับยุโรป อินเดีย และอเมริกาใต้ โดยไทยต้องรีบปิดดีลการค้าทุกมิติให้เร็ว เพื่อสร้างความชัดเจนและดึงดูดการลงทุน มิฉะนั้นทุนทั้งไทยและต่างชาติจะชะลอการตัดสินใจ
วาระที่สาม คือ “ภัยพิบัติ” :
ทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม ซึ่งไทยล้มเหลวในการบริหารจัดการมาโดยตลอด หากไม่ยกระดับการวางแผนเชิงรุก จะยิ่งซ้ำเติมภาคเกษตรและเศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว
วาระที่สี่ คือ “คอร์รัปชัน สแกมเมอร์ และทุนเทา” :
ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว ความปลอดภัยของประชาชน และยังโยงไปถึงปัญหาการฟอกเงินและเสถียรภาพค่าเงินบาท ซึ่งล้วนเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่รัฐบาลใหม่ต้องจัดการอย่างจริงจัง
วาระที่ห้า ซึ่ง ดร.อัทธ์ มองว่าเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่ง คือ “ภูมิรัฐศาสตร์โลก” :
โดยเฉพาะการถอดรหัสเป้าหมายของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เวลานี้ดูเหมือนจะชะลอเกมในบางจังหวะ แต่ไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งจะจบลง ไม่ว่าจะเป็นความต้องการครอบครองกรีนแลนด์ ความพยายามดึงอินเดียให้ซื้อน้ำมันจากเวเนซุเอลาแทนรัสเซีย หรือการคงกำลังทางทหารใกล้อิหร่าน ล้วนสะท้อนเกมต่อรองเชิงอำนาจที่ยังดำเนินต่อไป
ดร.อัทธ์ ยังได้อธิบายแนวคิด “TACO – Trump Always Cries Out” ว่าเป็นการขู่เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความผันผวนของตลาดการเงิน เมื่อความไม่มั่นใจต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น นักลงทุนจะลดการถือดอลลาร์และพันธบัตรสหรัฐ แล้วหันไปถือทองคำแทน ซึ่งมีโอกาสความเป็นไปได้ที่ราคาทองคำโลกปีนี้จะพุ่งไปถึง 6,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำบาทละ 85,000-90,000 บาท
ขณะที่ในมุมมองเศรษฐกิจมหภาค เห็นว่า หาก GDP ไทยปี 2569 ขยายตัวได้ 1.6-2.0% ตามที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) คาดการณ์ล่าสุด ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 การส่งออกไม่ควรติดลบ แต่ควรขยายตัวได้ราว 2-5% โดยจีนเป็นตัวอย่างสำคัญที่สามารถกระจายตลาดส่งออกทั่วโลก แม้เผชิญภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ เฉลี่ยสูงถึง 37% หากไทยยังยึดติดกับตลาดเดิม การส่งออกอาจติดลบจริง แต่หากปรับกลยุทธ์และใช้แพลตฟอร์มการค้ารูปแบบใหม่ ไทยยังมีโอกาสประคองเศรษฐกิจผ่านปีแห่งความผันผวนนี้ไปได้
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569

