"อาเซียน" เร่งปิดดีลภาษี "สหรัฐ" หวั่นไทยตามหลัง "อินโดฯ-เวียดนาม"
KEY POINTS :
* อินโดนีเซียและสหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงการค้าและการลงทุน 11 ฉบับ มูลค่ารวม 3.84 หมื่นล้านดอลลาร์
* เวียดนามมีความคืบหน้าในการเจรจา โดยมีการลงนามข้อตกลงซื้อเครื่องบินโบอิ้งและร่วมมือด้านอื่นๆ มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์
* ไทยยังอยู่ระหว่างการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนและต้องรอรัฐบาลใหม่ ทำให้การเจรจาล่าช้ากว่าอินโดนีเซียและเวียดนาม
หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศจัดเก็บภาษีตอบโต้กับคู่ค้าได้มีการเจรจากับแต่ละประเทศต่อเนื่อง โดยล่าสุด มีความชัดเจนในการบรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐกับอินโดนีเซียที่มีการลงนามกันในวันพฤหัสบดีที่ 19 ก.พ.2569 (ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ) การลงนามดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการประชุมคณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ที่สหรัฐ
สำหรับการประชุมดังกล่าวมี ชาติสมาชิกอาเซียนที่เข้าร่วม 3 ประเทศ คือ เวียดนาม อินโดนีเซียและกัมพูชา โดยทั้งอินโดนีเซียและเวียดนามต่างมีความคืบหน้าข้อตกลงการค้าร่วมกับสหรัฐ
สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า บริษัทจากอินโดนีเซียและสหรัฐลงนามข้อตกลงการค้าและการลงทุน 11 ฉบับ รวมมูลค่า 38,400 ล้านดอลลาร์(ราว 1.2 ล้านล้านบาท) ที่กรุงวอชิงตัน เมื่อวันพุธที่ 18 ก.พ.2569 (ตามเวลาสหรัฐ) ก่อนการพบหารือระหว่างประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ปราโบโว สุเบียนโต และประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อร่วมลงนามความตกลงการค้าฉบับสมบูรณ์
สภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน (USABC) เปิดเผยว่า ข้อตกลง 11 ฉบับ ที่ลงนามเบื้องต้นในงานเลี้ยงอาหารค่ำที่หอการค้าสหรัฐจัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ปราโบโว ครอบคลุมความร่วมมือเหมืองแร่ พลังงาน เกษตรธุรกิจ สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์และเทคโนโลยี อาทิ
1.) บริษัทอินโดนีเซียจะซื้อ “ถั่วเหลือง” 1 ล้านตัน, “ข้าวโพด” 1.6 ล้านตัน และ “ฝ้าย” 93,000 ตันจากสหรัฐ แต่ไม่ระบุกรอบเวลา
2.) อินโดนีเซียจะซื้อ “ข้าวสาลี” 1 ล้านตันในปี 2026 นี้ และสูงสุดถึง 5 ล้านตันภายในปี 2030
3.) เสื้อผ้าใช้แล้วเพื่อรีไซเคิล 200 ล้านดอลลาร์
4.) ทำบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างบริษัทเหมืองแร่สหรัฐ Freeport-McMoRan กับกระทรวงการลงทุนของอินโดนีเซีย เพื่อความร่วมมือด้าน “แร่ธาตุที่สำคัญ”
5.) มีความตกลงระหว่างบริษัทน้ำมันของรัฐบาลอินโดฯ Pertamina กับยักษ์น้ำมันในสหรัฐ Halliburton เพื่อร่วมมือเพิ่มประสิทธิภาพการฟื้นฟูแหล่งน้ำมัน
6.) มีข้อตกลงร่วมทุนด้าน “เซมิคอนดักเตอร์” สองฉบับ ซึ่งรวมถึงโครงการหนึ่งมูลค่า 4.89 พันล้านดอลลาร์
7.) ความร่วมมือ “เขตการค้าเสรีข้ามชาติ” ระหว่างบริษัท Galang Bumi Industri กับ Solanna Group LLC
ทั้งนี้ สภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน ประเมินมูลค่าการซื้อถั่วเหลืองของอินโดนีเซียที่ 685 ล้านดอลลาร์ ข้าวสาลี 1.25 พันล้านดอลลาร์ ฝ้าย 122 ล้านดอลลาร์ และการซื้อเสื้อผ้าใช้แล้วเพื่อรีไซเคิลจากสหรัฐเพิ่มเติมอีก 200 ล้านดอลลาร์
ก่อนหน้านี้ช่วงทศวรรษ 2015-2024 อินโดนีเซียนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐเฉลี่ยปีละ 2.3 ล้านตัน ข้าวสาลีเกือบ 800,000 ตัน ฝ้ายประมาณ 180,000 ตัน และข้าวโพดไม่ถึง 100,000 ตัน ตามข้อมูลการค้าของสำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อินโดนีเซียนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐมูลค่า3 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ทำให้อินโดนีเซียเป็นตลาดใหญ่สุดอันดับ11 ของสินค้าเกษตรสหรัฐ
ประธานาธิบดีปราโบโว กล่าวในสุนทรพจน์ว่า อินโดนีเซียต้องการพันธมิตรที่พร้อมร่วมปรับปรุงและยกระดับภาคอุตสาหกรรมโดยข้อตกลงที่ลงนามเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงการค้าสหรัฐ-อินโดนีเซีย ซึ่งมีกำหนดลงนามอย่างเป็นทางการวันพฤหัสบดีที่ 19 ก.พ.2569 (ตามเวลาสหรัฐ) ซึ่งช่วยลดดุลการค้าเกินดุลของอินโดนีเซียต่อสหรัฐ
ทั้งนี้ ประธานธิบดีปราโบโว เดินทางถึงกรุงวอชิงตันในสัปดาห์นี้เพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ของทรัมป์ โดยอินโดนีเซียหวังว่าจะสามารถเจรจาปรับลดอัตราภาษีลงเล็กน้อยเหลือ 18% จาก 19% ที่ตกลงกันไว้เมื่อปีที่แล้ว เพื่อให้เทียบเท่าอัตราที่ทรัมป์มอบให้ “อินเดีย” เมื่อต้นเดือนก.พ. ที่ผ่านมา
รวมทั้งการกล่าวสุนทรพจน์งานเลี้ยงอาหารค่ำ รองผู้แทนการค้าสหรัฐ ริก สวิตเซอร์ ไม่ได้กล่าวถึงอัตราภาษีขั้นสุดท้ายของอินโดนีเซีย แต่ระบุเพียงว่าข้อตกลงการค้าแบบต่างตอบแทนระหว่าง 2 ประเทศประชาธิปไตยนี้ “จะหมายถึงการค้าที่มากขึ้น การค้าทวิภาคีที่มากขึ้น จะหมายถึงการลงทุนที่มากขึ้นด้วย และจะหมายถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการค้าที่ลึกซึ้ง ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น”
“เวียดนาม” เสนอซื้อเครื่องบิน 90 ลำ
วันเดียวกันที่สหรัฐ สายการบินเวียดนาม 3 แห่ง ประกาศลงนามข้อตกลงจัดซื้อเครื่องบินล็อตใหญ่ถึง 90 ลำ มูลค่า 30,000 ล้านดอลลาร์ (กว่า 9.3 แสนล้านบาท) กับบริษัท “โบอิ้ง” (Boeing) ของสหรัฐขณะที่เวียดนามและสหรัฐกำลังเจรจาข้อตกลงการค้าฉบับใหม่ โดยผู้นำสูงสุด พล.อ.โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม กำลังเยือนสหรัฐเพื่อร่วมประชุมคณะกรรมการสันติภาพเช่นกัน
สำหรับ สายการบินที่เข้าร่วมในครั้งนี้ได้แก่ สายการบินแห่งชาติ “เวียดนาม แอร์ไลน์ส” ซึ่งลงนามข้อตกลงมูลค่า 8.1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 จำนวน 50 ลำ โดยจะมีการรับมอบเครื่องบินระหว่างปี 2030 - 2032 และจะทำให้จำนวนฝูงบินรวมเพิ่มเป็นประมาณ 151 ลำภายในปี 2030
นอกจากเครื่องบินลำตัวแคบแล้ว เวียดนาม แอร์ไลน์ส อยู่ระหว่างการเจรจากับโบอิ้ง เพื่อซื้อเครื่องบินลำตัวกว้างเพิ่มอีก 30 ลำ มูลค่าสูงสุดถึง 12,000 ล้านดอลลาร์
ด้านสายการบินใหม่ของเวียดนาม “ซัน ฟูก๊วก” (Sun PhuQuoc Airways) ลงนามข้อตกลงมูลค่า 2.25 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อเครื่องบินรุ่น 787-9 Dreamliner จำนวน 40 ลำ
ขณะที่สายการบินโลว์คอสต์อย่าง “เวียดเจ็ท แอร์ไลน์” (VietJet Airlines) ได้ทำข้อตกลงจัดหาเงินทุนมูลค่า 965 ล้านดอลลาร์ กับบริษัท Griffin Global Asset Management เพื่อจัดซื้อเครื่องบิน Boeing 737-8 จำนวน 6 ลำ
ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงต้นเดือน ก.พ.เวียดนามระบุว่าพร้อมเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ หลังทำเนียบขาวประกาศในเดือน ต.ค.2025 ว่า สหรัฐจะยกเลิกภาษีสำหรับสินค้าบางรายการ แต่จะยังคงอัตราภาษีนำเข้าสินค้าเวียดนามส่วนใหญ่ไว้ที่ 20%
จับตาข้อตกลงเวียดนาม-สหรัฐ
ด้านเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ต๋วยแจ๋ในเวียดนามรายงานว่า ผู้นำเวียดนามได้เป็นสักขีพยานในการลงนามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างเวียดนามกับสหรัฐ มูลค่า 3.72 หมื่นล้านดอลลาร์ เมื่อวันพุธตามเวลาท้องถิ่น ครอบคลุมสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การบิน และสาธารณสุข ซึ่งคาดว่าเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงการค้า-การลงทุนระหว่างสหรัฐกับเวียดนามที่กำลังเจรจา
นอกจากดีลซื้อเครื่องบินโบอิ้งล็อตใหญ่แล้ว ยังมีความร่วมมือในด้านอื่น อาทิ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเวียดนามได้มอบใบอนุญาตบริการโทรคมนาคมผ่านดาวเทียมกับบริษัท Starlink ของอีลอน มัสก์ ส่วนในภาคสาธารณสุข โรงพยาบาลในเวียดนามได้ลงนามจัดซื้อระบบเทคโนโลยีรักษามะเร็งจากบริษัท Mevion Medical Systems
“สหรัฐ”หวังไทยตั้งรัฐบาลได้ตามกำหนด :
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยยังเดินหน้าเจรจาภาษีการค้าสหรัฐต่อเนื่อง เพื่อหาข้อสรุปแต่ละประเด็นร่วมกัน ซึ่งมีหลายประเด็นที่ความต้องการต่างกัน และบางประเด็นต้องได้รับความเห็นชอบระดับนโยบาย
ล่าสุดวันที่ 12 ก.พ.2569 มีการหารือระดับอธิบดี โดยสหรัฐแสดงความยินดีที่ไทยจัดการเลือกตั้งได้เรียบร้อย และคาดว่าการตั้งรัฐบาลใหม่จะเสร็จตามกำหนด รวมทั้งได้หารือ Timeline การเจรจาและการจัดทำความตกลงที่สัมพันธ์กับสถานะการตั้งรัฐบาล
ทั้ง 2 ฝ่ายคาดหวังให้การเจรจาหาข้อสรุปได้เร็ว โดยสหรัฐไม่ขัดข้องหากฝ่ายไทยจะยื่นข้อเสนอรายการสินค้าที่จะได้รับการยกเว้นภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs: RT) ภายใต้ภาคผนวก 3 (Annex 3) หรือข้อเสนออื่นก่อนการสรุปผลเจรจา แต่ผลการพิจารณาจะขึ้นกับผลการเจรจาเป็นสำคัญ
นางศุภจี กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบกับบางประเทศอาเซียนเชื่อว่าไทยยังอยู่สถานะเท่าเทียมกับประเทศในอาเซียน โดยจะมีการยกเว้นภาษีภายใต้ Annex 3 หรือไม่มีการกำหนดเงื่อนไขที่แตกต่างกัน
สำหรับกรณีมาเลเซียจะเกิดสิทธิ์หลังจาก 60 วันของการดำเนินการให้ความตกลงมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายภายในของมาเลเซีย และมีหนังสือแจ้งสหรัฐ (Notification letter) ซึ่งในชั้นนี้เท่ากับสินค้าส่งออกใน Annex3 ยังต้องเสียภาษี RT ตามปกติ
“สำหรับเรื่อง timeline ประเทศไทยโดย กระทรวงพาณิชย์วางแผนที่จะเร่งผลักดันให้สามารถสรุปผลเจรจาที่ทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์ ให้แล้วเสร็จ ภายในเดือนก.ค.”นางศุภจี กล่าว
กรมเจรจาฯ เผยยังไร้ข้อสรุปแบบเบ็ดเสร็จ :
นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ยังไม่มีประเด็นใดสรุปผลได้เบ็ดเสร็จ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่กำลังหารือรายละเอียดเชิงเทคนิค
รวมทั้งก่อนหน้านี้สหรัฐมีข้อเสนอให้ไทยลดภาษีและมีมาตรการที่เกี่ยวข้องบางรายการ โดยเฉพาะมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (NTMs) แต่ทางปฏิบัติยังไม่ยุติ เนื่องจากต้องพิจารณาภาพรวมความตกลงทั้งหมด โดยเฉพาะรายละเอียดตัวบท (Text) ที่อยู่ระหว่างหารือเชิงเทคนิคระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
“ขณะนี้เป็นการหารือระดับเจ้าหน้าที่เป็นการเจรจาเชิงเทคนิค เช่น มาตรฐาน การตรวจสอบรับรองและการเปิดตลาด ยังไม่มีข้อสรุประดับนโยบาย” นางโชติกากล่าว
ส่วนการหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ หรือ Office of the United States Trade Representative (USTR) ได้หารือ 2-3 รอบ โดยหารือระดับผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง 2 ฝ่าย
ทั้งนี้ ตั้งแต่ปลายปี 2569 ยังไม่หารือระดับนโยบายเพิ่ม โดยหลายประเด็นที่เจรจาเกี่ยวข้องกับเรื่องเชิงนโยบายที่อาจมีผลผูกพันต่อรัฐบาลชุดถัดไป จึงต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลใหม่
สำหรับบางประเทศในอาเซียนลงนามความตกลงกับสหรัฐ นางโชติกา มองว่า แต่ละประเทศมีบริบทและเงื่อนไขต่างกัน โดยการเจรจาของไทยต้องทำอย่างรอบคอบเพื่อรักษาผลประโยชน์ประเทศเป็นสำคัญ
“การเจรจาไม่มีเพียงประเด็นที่ไทยต้องลดหรือผ่อนคลายมาตรการเท่านั้น แต่บางข้อเสนอเป็นโอกาสยกระดับมาตรฐานกฎระเบียบของไทยให้สอดคล้องมาตรฐานสากล ซึ่งอาจส่งผลดีต่อระบบการค้าระยะยาว” นางโชติกา กล่าว
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569

