State of the Union ครั้งแรกของทรัมป์ 2.0 มีอะไรน่าจับตามอง
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามีกำหนดจะขึ้นแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ต่อสภาคองเกรสอย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังกลับมารับตำแหน่งสมัยที่สองในคืนวันอังคารนี้ (24 กุมภาพันธ์) ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งจะตรงกับช่วงเช้าวันพุธของประเทศไทย ซึ่งคาดว่าทรัมป์จะใช้เวทีนี้ เป็นเวทีชูความสำเร็จในขวบปีแรกของรัฐบาลทรัมป์ 2.0
การแถลงนโยบายประจำปี ได้เปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงการส่งรายงานสั้นๆ ของประธานาธิบดีต่อสภาคองเกรสในยุคเริ่มแรก มาเป็นเวทีถ่ายทอดสดช่วงไพรม์ไทม์ที่มีความตึงเครียดและสะท้อนความแตกแยกทางการเมืองอย่างชัดเจน
ในระยะหลัง นอกจากการแถลงนี้มักเต็มไปด้วยการเผชิญหน้าและการประท้วงที่กลายเป็นประเด็นดราม่าทางการเมืองแล้ว เวทีนี้ยังเคยถูกใช้เพื่อประกาศ ‘จุดเปลี่ยนทางนโยบาย’ ที่สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์สหรัฐฯ อีกด้วย
วาระสำคัญที่น่าจับตามอง :
1)การเผชิญหน้าระหว่างทรัมป์และศาลสูงสุดสหรัฐฯ เรื่อง ‘กำแพงภาษี’
ถือเป็นไฮไลต์สำคัญที่สุด เนื่องจากเพียง 4 วันก่อนการแถลงนโยบายประจำปี ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติ 6-3 ซึ่งรวมถึงผู้พิพากษาที่ทรัมป์แต่งตั้งเอง 2 คน สั่ง ‘ระงับอำนาจ’ ของประธานาธิบดีในการขึ้นภาษีศุลกากรฝ่ายเดียวในภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ โดยชี้ว่าเป็นอำนาจของสภาคองเกรส นี่คือ ‘ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่’ ต่อนโยบายเศรษฐกิจและเครื่องมือต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทรัมป์โปรดปราน
สิ่งที่น่าจับตามองคือ ทรัมป์จะต้องเผชิญหน้ากับเหล่าผู้พิพากษาศาลสูงสุดที่มาร่วมฟังการแถลง และก่อนหน้านี้เขายืนกรานว่าจะหาทางนำมาตรการภาษีกลับมาใช้และอาจผลักดันให้สูงขึ้นกว่าเดิม
2)วิกฤตชัตดาวน์และปัญหาผู้อพยพ
ขณะนี้หลายหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเผชิญการปิดชัตดาวน์ เนื่องมาจากความขัดแย้งกับพรรคเดโมแครตเรื่องงบประมาณตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งมีชนวนเหตุมาจากการที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสังหารพลเมืองอเมริกัน 2 คน ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจของประชาชนต่อยุทธวิธีการเนรเทศผู้อพยพที่รุนแรง ต้องจับตาดูว่า กระแสความไม่พอใจเหล่านี้จะส่งผลกระทบจนนำไปสู่การปรับเปลี่ยนแนวนโยบายของทรัมป์หรือไม่
3)ความตึงเครียดทางทหารกับอิหร่าน
สหรัฐฯ กำลังระดมกำลังทหารทั้งเรือบรรทุกเครื่องบิน เครื่องบินขับไล่ และเครื่องบินสอดแนม เพื่อเสริมกำลังรบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการทางทหารที่อาจเกิดขึ้นในอิหร่าน หากการเจรจาเรื่องยุติโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านไม่ประสบผลสำเร็จ โดยประเด็นนี้มีความสุ่มเสี่ยงทางการเมือง เพราะอาจสร้างความไม่พอใจให้กับฐานเสียงของทรัมป์เองที่ไม่สนับสนุนการแทรกแซงทางทหารในต่างประเทศ แม้ทรัมป์จะเผยว่า การโจมตีที่จะเกิดขึ้นอาจเป็นไปในลักษณะ ‘จำกัดวงโจมตี’ ก็ตาม
4)ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
แม้ทรัมป์คาดหวังจะนำเสนอตัวเลขเศรษฐกิจเชิงบวก แต่รัฐบาลสหรัฐฯ กลับต้องเผชิญกับข้อเท็จจริงที่ว่าการเติบโตของ GDP ‘ชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้’ และประชาชนชาวอเมริกันจำนวนมากยังคงรู้สึกว่า สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ‘ไม่ได้เอื้อประโยชน์’ ต่อตนเอง
5)การคว่ำบาตรจากพรรคเดโมแครต
สมาชิกสภาคองเกรสพรรคเดโมแครตกลุ่มหนึ่งประกาศว่าจะไม่เข้าร่วมฟังการแถลงนโยบายประจำปีครั้งนี้ของทรัมป์ แต่จะออกไปจัดแรลลี่ประท้วงนโยบายของทรัมป์ที่ด้านนอกแทน โดยหลังจากทรัมป์แถลงจบ อบิเกล สแปนเบอร์เกอร์ ผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนียจากพรรคเดโมแครตจะเป็นผู้กล่าวตอบโต้ตามธรรมเนียมทางการเมือง
6)ประเด็นอื้อฉาวอื่นๆ ที่กำลังคุกรุ่น
รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ 2.0 ยังเผชิญกับความโกรธเคืองจากกลุ่มนักเคลื่อนไหว ‘Make America Healthy Again’ ที่ต่อต้านคำสั่งเพิ่มการผลิตสารกำจัดวัชพืช (Glyphosate) ภายในประเทศ รวมถึงคดีอื้อฉาวของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีอาชญากรรมทางเพศ ที่ยังคงเป็นกระแสกดดันอย่างต่อเนื่อง และเกี่ยวโยงกับบุคคลสำคัญระดับโลกจำนวนไม่น้อย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีชื่อของทรัมป์รวมอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน
ที่มา the standard
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569

