ศาลสหรัฐฯ สกัดเกมภาษีทรัมป์ หุ้นโลกบวก ส่งออกเด่น นิคมฯ เสี่ยง
KEY POINTS :
* ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีมติห้ามประธานาธิบดีทรัมป์ใช้อำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ (IEEPA) เพื่อเก็บภาษีตอบโต้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกผ่อนคลายในระยะสั้น
* คาดว่าอัตราภาษีนำเข้าไทยจะถูกปรับลดลงเหลือ 10% ซึ่งเป็นผลดีต่อกลุ่มส่งออกและเศรษฐกิจโดยรวม
* การใช้ภาษีอัตราเดียว 10% ทั่วโลกอาจทำให้ไทยเสียเปรียบในการแข่งขันด้านการย้ายฐานการผลิต ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม
นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากประเด็นเมื่อวันที่ 20 ก.พ. ที่ผ่านมา ศาลฎีกาของสหรัฐฯ ด้วยคะแนนเสียง 6 : 3 ระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่มีอำนาจอาศัยกฎหมายอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (IEEPA) เป็นฐานในการจัดเก็บภาษีศุลกากรแบบ “ตอบโต้” แต่อย่างไรก็ตามไม่มีการพูดคุยเกี่ยวกับการคืนภาษีที่ได้เก็บไป ดังนั้นไม่น่าจะเห็นการคืนภาษีเกิดขึ้นกลับมาเป็นรายได้
ผลกระทบ (index pointing right) อัตราภาษีนำเข้าไทยจะถูกปรับลดลงจาก 19% เป็น 10% เพราะภายหลังจากศาลตัดสิน Trump ประกาศใช้ Section 122 เป็น Baseline Global tax 10% มองไวไวอาจเป็นปัจจัยหนุนที่ไทยโดนภาษีลดลงแต่ขณะเดียวกันก็อาจเป็นปัจจัยกดดันเช่นกัน เพราะไม่มีส่วนต่างภาษีทำให้ทุกๆ ประเทศโดนเท่ากันที่ 10%
จากนี้การแข่งขันก็ขึ้นกับคุณภาพของสินค้า และเมื่อเผชิญกับภาษีเพียง 10% อาจทำให้ไทยเสียเปรียบในเชิงการย้ายฐานผลิต จากเดิมหากเวียดนามหรือจีนโดนภาษีสูงกว่าไทยก็จูงใจต่อการย้ายฐานผลิตมาไทย
ทั้งนี้ ในระยะสั้นดีกับกลุ่มส่งออกและอาจลบกับนิคมอุตสาหกรรม รวมไปถึง GLobal Play อย่างปิโตรเคมีคาด Demand อาจดีขึ้นทั่วโลก แต่อย่างไรก็ตาม Section 122 จะมีอายุอยู่เพียง 150 วัน หากจะขยายอายุต่อจะต้องผ่านสภาคองเกรส ซึ่งกำลังจะเข้าใกล้ช่วงเลือกตั้งกลางเทอมหาก Trump เดินเกมผิดพลาดอาจเสียคะแนนเสียงให้กับเดโมแครต
บวกสั้นกลางเสี่ยง (index pointing right) :
โดยมองว่าระยะสั้นทั่วโลกคลายกังวลเรื่องภาษี แต่เชื่อว่าระหว่างนี้ Trump อาจมองหาโอกาสอื่นๆในการเพ่งเล็งเรื่องภาษีเช่น Section 301 (เมื่อพบว่าคู่ค้ามีพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม เช่นขโมยทรัพย์สินทางปัญญา กีดกันสินค้าสหรัฐฯ) ก็อาจใช้เครื่องมือนี้มาจัดการแต่ละประเทศได้
อย่างไรก็ตามต้องให้ USTR ส่งหลักฐานให้ชัดเจน (ใช้เวลา) หรือ Section 232 ภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ ทรัมป์เคยใช้มาตรการนี้โดยเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียม เพราะอ้างว่าสหรัฐฯ ผลิตเหล็กเองไม่ได้
ซึ่งอาจจะกระทบต่ออาวุธยุทโธปกรณ์ Section 338 ใช้เมื่อสหรัฐฯมองว่ามีการเลือกปฎิบัติต่อสินค้าสหรัฐฯ กรณีเลวร้ายอาจขึ้นภาษีได้ถึง 50% แต่ไม่ว่าจะ Section ไหนต้องผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐเพื่อหลักฐานที่ชัดเจน
สำหรับผลกระทบต่อตลาดหุ้นและสินทรัพย์ต่างๆ (index pointing right) นั้น ประเมินว่าตลาดหุ้นโลกมีโอกาสผ่อนคลายระยะสั้น แต่รัฐบาลสหรัฐฯอาจสูญเสียรายได้จากภาษีมหาศาลคาดการณ์ที่ราวๆ 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ขณะที่ตลาด Bond อาจกระทบเชิงลบจากความคาดหวังว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องกู้เงินมหาศาล (Yield เด้ง) เป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้น แต่ธนาคารกลางสหรัฐฯอาจเป็นคนที่สบายใจกับเรื่องนี้เพราะต้นทุนสินค้าจะลดลง (ผ่อนคลายเงินเฟ้อ)
เนื่องจากผู้บริโภคอาจมีอำนาจจับจ่ายมากขึ้นจากต้นทุนภาษีที่ลดลง ดีกับเศรษฐกิจโดยรวมทั้งโลกและสหรัฐฯ หากประเมิน Heatmap สหรัฐฯ พบว่าค้าปลีกปปรับขึ้น (Amazon) กลุ่มบัตรเครดิต (VISA Master Card) รวมไปถึง TECH
จากประเด็นดังกล่าว ส่งผลให้มองว่ามีโอกาสที่เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศมีแนวโน้มที่จะกลับเข้ามายังตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Markets) เพิ่มมากขึ้นในระยะนี้ เพราะผ่อนคลายจากภาษี สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ปลอกภัยอย่างทองคำนั้น มองว่าประเด็นดังกล่าวอาจส่งผลในเชิงลบเนื่องจากทรัมป์อาจจะจัดเต็มไม่ได้มากนัก
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569

