รับมือพายุภาษีทรัมป์ ความผันผวนที่ไทยต้องเร่งปรับตัว
ท่ามกลางกระแสการค้าโลกที่สั่นคลอนจากการดำเนินนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คำพิพากษาล่าสุดของศาลฎีกาสหรัฐที่วินิจฉัยว่าการใช้อำนาจฉุกเฉินเก็บภาษีศุลกากรโดยไม่ผ่านสภาคองเกรสเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สร้างทั้งโอกาสและความเสี่ยงอย่างมหาศาลให้กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย แม้ในเบื้องต้นดูเหมือนว่าไทยจะได้รับอานิสงส์จากการที่กำแพงภาษีลดลงชั่วคราว แต่ภายใต้ความใจดีนี้มี “กับดัก” ของความไม่แน่นอนที่รัฐบาลและภาคเอกชนไทยไม่อาจนิ่งนอนใจได้
ไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากคำวินิจฉัยของศาลในครั้งนี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้สินค้าไทยต้องเผชิญกับภาษีที่สูงถึง 19% เมื่อกำแพงภาษีลดลงเหลือ 10% ตามคำสั่งบริหารใหม่ (และอาจเพิ่มเป็น 15% ในอนาคต) จึงเป็นโอกาสทองให้ผู้ส่งออกไทย ซึ่งมียอดส่งออกไปสหรัฐ สูงถึง 6.6 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2024 เร่งเพิ่มปริมาณการส่งออกในช่วงเวลา 150 วันก่อนที่คำสั่งปัจจุบันจะหมดอายุ
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าเขาพร้อม “แก้เกม” ด้วยการใช้กฎหมายการค้าฉบับอื่นที่ยังคงมีผลบังคับใช้ เช่น มาตรา 301 เพื่อสอบสวนการค้าที่ไม่เป็นธรรม หรือแม้แต่มาตรา 338 ที่เก่าแก่ซึ่งเปิดช่องให้เก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 50% จากประเทศที่สหรัฐมองว่ามีการเลือกปฏิบัติทางการค้า นอกจากนี้ ทรัมป์ยังขู่ว่าจะใช้มาตรการรุนแรงกว่าเดิมกับประเทศที่พยายาม “เล่นเกม” กับคำพิพากษาของศาล ซึ่งอาจส่งผลให้ไทยตกเป็นเป้าสายตาหากถูกมองว่าใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้เพื่อเอาเปรียบทางการค้า
ในภาวะที่ “ความไม่แน่นอนยืดเยื้อ” กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนและการขยายธุรกิจ ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อรับมือกับพายุการค้าลูกใหม่ ด้วยการเร่งใช้ประโยชน์จากเวลา 150 วัน ผู้ส่งออกต้องบริหารจัดการโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานเพื่อส่งออกสินค้าให้ได้มากที่สุดในช่วงที่ภาษียังอยู่ในระดับต่ำ ก่อนที่ทรัมป์จะออกมาตรการใหม่หรือขอความเห็นชอบจากสภาคองเกรสเพื่อขยายเวลาภาษี นอกจากนี้ต้องปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับโลกเสียใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง และไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
ในขณะเดียวกันไทยต้องรักษาความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างสมดุล แม้จะมีความขัดแย้งด้านภาษี แต่สหรัฐยังคงเป็นหุ้นส่วนด้านความมั่นคง เทคโนโลยี และแหล่งลงทุนโดยตรง (FDI) ที่สำคัญที่สุดรายหนึ่งของไทย การรักษาความสัมพันธ์ในภาพรวมจึงเป็นลำดับความสำคัญสูงสุดที่ต้องทำควบคู่ไปกับการเจรจาทางการค้า พร้อมกันนั้นไทยต้องตรวจสอบนโยบายอุดหนุนสินค้าและการใช้แรงงานในห่วงโซ่อุปทานให้โปร่งใส เพื่อป้องกันไม่ให้สหรัฐนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการเก็บภาษีตามมาตรา 301 หรือมาตรา 232 ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ
กล่าวโดยสรุป รัฐบาลไทยและภาคธุรกิจอย่าเพิ่งย่ามใจกับความผ่อนคลายระยะสั้น แต่ต้องตระหนักว่าระเบียบการค้าโลกกำลังเปลี่ยนไปสู่ยุคของความผันผวน ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงมี “คลังแสงทางกฎหมาย” อีกมากมายที่พร้อมจะถูกนำมาใช้ทดแทนภาษีฉุกเฉินเดิม การปรับตัวอย่างรวดเร็ว มีแผนสำรองที่ยืดหยุ่น เจรจาเชิงรุก และรักษาดุลอำนาจทางการค้าอย่างมีชั้นเชิง จะเป็นกุญแจสำคัญทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากพายุภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้อย่างยั่งยืนในระเบียบการค้าโลกใหม่ที่คาดเดาไม่ได้นี้
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569

