เจาะ "เส้นเลือดใหญ่พลังงานโลก" หากปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองพอแค่ไหน?
สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังเผชิญความตึงเครียดและทวีความรุนแรง เมื่ออิสราเอลและสหรัฐอเมริกาเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารร่วมครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน จุดชนวนแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองและความมั่นคงไปทั่วโลก
การโจมตีเกิดขึ้นอย่างฉับพลันในช่วงเช้าวานที่ผ่านมา (28 ก.พ.) ท่ามกลางความประหลาดใจและความกังวลของประชาคมนานาชาติ
โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ประกาศเริ่มต้นปฏิบัติการทางทหารครั้งสำคัญ พร้อมย้ำว่ามีเป้าหมายเพื่อ ‘ขจัดภัยคุกคาม’ จากอิหร่านและกองกำลังติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากเตหะราน

เหตุผลหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นอ้าง คือความจำเป็นในการ ‘สกัดกั้น’ ไม่ให้รัฐบาลอิหร่านพัฒนาและครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเป็นภัยต่อเสถียรภาพของภูมิภาค และความมั่นคงระหว่างประเทศ
กระทั่งเช้าวันที่ 1 มี.ค. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ เผยว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คามาเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านเสียชีวิตแล้ว
ขณะเดียวกัน สำนักข่าว Tasnim ซึ่งมีความใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบที่สำคัญของโลก ‘กำลังถูกสั่งปิด’
สำหรับ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ สำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเป็น ‘เส้นเลือดใหญ่’ ของเส้นทางพลังงานและขนส่งน้ำมันดิบ รอบอ่าวเปอร์เซียไปสู่ลูกค้าในภูมิภาคอื่นทั่วโลก
“ช่องแคบฮอร์มุซเป็นทางออกมหาสมุทรทางเดียวของบริเวณส่วนใหญ่ของประเทศที่ส่งออกปิโตรเลียมในอ่าวเปอร์เซีย”
จากข้อมูลขององค์การว่าด้วยข้อมูลด้านพลังงานแห่งสหรัฐฯ ระบุว่า โดยเฉลี่ยในแต่ละวันจะมีเรือบรรทุกน้ำมัน 15 ลำที่บรรทุกน้ำมันราว 16.5-17 ล้านบาร์เรล ที่เดินทางออกจากช่องแคบฮอร์มุซ
ที่นี่จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในโลก เพราะการขนส่งน้ำมันจากช่องแคบคิดเป็น 40% ของการขนส่งทางเรือทั้งหมดที่ผ่านช่องแคบแห่งนี้ และคิดเป็น 20% ของการขนส่งน้ำมันทั่วโลกที่ต้องผ่านเส้นทางนี้เท่านั้น
แม้ไทยจะไม่ได้นำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่าน แต่ไทยเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันดิบปริมาณมากถึง 90% และนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางประมาณสูงถึง 60%
ที่สำคัญ ไม่ใช่แค่น้ำมันและ LNG แต่ไทยยังนำเข้าปุ๋ย ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับภาคการเกษตรจากตะวันออกกลางสูงถึง 42.37%
หากเส้นทางนี้ถูกปิดก็จะกระทบกับพืชผลเกษตร ท้ายที่สุดก็กระทบราคา ข้าวของ และค่าครองชีพคนไทยก็จะสูงขึ้น
ทั้งนี้ ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อิหร่านขู่ปิดซึ่งในช่วงปี 2019 อิหร่านก็เคยขู่ว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ มาแล้ว
สำหรับไทย โดยกระทรวงพลังงาน เฝ้าติดตามสถานการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่ช่วงบ่ายของเมื่อวานนี้ ยืนยันยังไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณสำรองในประเทศ
วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า วันนี้ 1 มี.ค. คาดว่ามีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันมีความผันผวน และอิหร่านอาจปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกระทบ supply 20% ของความต้องการโลก
กระทรวงพลังงานได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปริมาณสำรองน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในประเทศ จะต้องมีเพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 มีน้ำมันคงเหลือ (น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป) 4,925 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 38 วัน
ไทยมีปริมาณสำรองน้ำมันเหลือใช้ 61 วัน :
น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง (ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) 1,746 ล้านลิตร และจากแหล่งอื่น 1,124 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 23 วัน รวมปริมาณน้ำมันคงเหลือ 7,795 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 61 วัน
ในส่วนของแผนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG ของเดือนมีนาคม 2569 จำนวนทั้งหมด 4 ลำ ได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุชแล้ว 2 ลำ ส่วนอีก 2 ลำยังอยู่ระหว่างการลำเลียง
“คาดว่าจะไม่กระทบปริมาณสำรอง ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น จะมีการบริหารจัดการเพื่อรักษาเสถียรภาพปริมาณสำรองเพื่อสร้างความมั่นคงและความเชื่อมั่นภายในประเทศ”
“กระทรวงพลังงานได้ติดตามสถานการณ์อิสราเอล-อิหร่านมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมได้วางแผนหากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยได้เตรียมแผนในการจัดหาเชื้อเพลิงจากแหล่งอื่นทดแทน”
แม้ในขณะนี้จะยังไม่มีผลกระทบทั้งในด้านปริมาณสำรองและด้านราคา แต่กระทรวงพลังงานได้เตรียม Scenario ต่างๆ เพื่อรองรับไว้แล้ว หากการสู้รบยืดเยื้อและรุนแรงมากขึ้น
ที่มา the standard
วันที่ 1 มีนาคม 2569

