ไฟสงครามลาม ดิ้นหาแหล่งนํ้ามันใหม่ ชงนายกฯใช้อำนาจห้ามส่งออก เร่งหา LNG ทดแทนแหล่งกาตาร์
KEY POINTS :
* ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางทำให้กระทรวงพลังงานเตรียมเสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจสั่งระงับการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เพื่อสำรองไว้ใช้ในประเทศ
* เร่งรัดการจัดหาแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซ LNG ใหม่ โดยมองหาแหล่งอื่นนอกตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐอเมริกา แอฟริกา และออสเตรเลีย เพื่อทดแทนแหล่งเดิม
* รัฐบาลใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตรึงราคาขายปลีกน้ำมันเป็นเวลา 15 วัน เพื่อบรรเทาผลกระทบระยะสั้น แต่กองทุนฯ อาจพยุงราคาได้ไม่นานหากสถานการณ์ยืดเยื้อ
สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน ดันราคาน้ำมันและพลังงานโลกขยับสูงขึ้นทันที สะเทือนต้นทุนพลังงานไทย รัฐบาลสั่งตรึงราคาน้ำมันขายปลีก 15 วัน ใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยผู้ค้า พร้อมเร่งหาแหล่งนำเข้าใหม่ทดแทนตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งยืดเยื้อและราคาพลังงานยังพุ่งต่อเนื่อง ความสามารถในการพยุงราคาของรัฐอาจถูกทดสอบหนัก และอาจลุกลามกระทบค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง และผลกระทบต่อประเทศไทยว่า ปัจจุบันไทยต้องนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนราง 92.6 % ของปริมาณการจัดหาน้ำมันดิบทั้งหมด หรือเกือบ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยในส่วนนี้เป็นการจัดหาจากตะวันออกกลาง คิดเป็นสัดส่วนราว 61.2% โดยน้ำมันดิบที่นำเข้าจะมาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เป็นส่วนใหญ่ รองลงมาเป็นซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ คูเวต และโอมาน
ขณะที่นำเข้าจากแหล่งตะวันออกไกล เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน สิงคโปร์ คิดเป็นสัดส่วนราว 13.3% และจากแหล่งอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ลิเบีย ไนจีเรีย บราซิล คองโก คิดเป็นสัดส่วนราว 25.5% ดังนั้น เมื่อเกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ย่อมมีผลต่อการขนส่งน้ำมันดิบมายังประเทศไทยอย่างแน่นอน แต่ยังเชื่อว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ไทยจะยังสามารถรับมือได้ เพราะมีน้ำมันสำรองเพียงพอราว 60 วัน และยังคงมีการนำเข้ามาเติมในระบบอย่างต่อเนื่อง จึงขอความร่วมมือประชาชนอย่าตื่นตระหนกหรือกักตุนน้ำมันเกินความจำเป็น
“โครงสร้างการนำเข้าน้ำมันของไทยมีการกระจายความเสี่ยงจากหลายภูมิภาค ไม่ได้พึ่งพาตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว โดยยังสามารถจัดหาจากสหรัฐ แอฟริกาตะวันตก และประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ทำให้มีทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ในการบริหารความเสี่ยงด้านพลังงาน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ”

ทั้งนี้ สถานการณ์การสู้รบที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นกว่า 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ย่อมมีผลกระทบส่งมาถึงไทย แต่การที่กระทรวงพลังงาน ตรึงราคาดีเซลออกไป 15 วัน ทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการไม่เพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่ต้องจับตาอีกครั้งคือต้นทุนค่านำเข้า LNG ที่พุ่งขึ้นกว่าราคาน้ำมันตลาดโลก ซึ่งเชื่อว่าไทยจะสามารถบริหารจัดการได้ เพราะนำเข้าก๊าซมีสัดส่วนเพียง 40%”
อย่างไรก็ตาม สั่งที่น่ากังวลเพิ่มขึ้นมา จะเป็นเรื่องค่าระวางเรือและการขนส่งสินค้า ที่เป็นผลมาจากราคาพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่ง โดยเฉพาะการขนส่งทางเรือซึ่งมีต้นทุนน้ำมันเป็นสัดส่วนสูงถึง 40-50% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ประกอบกับเกิดวิกฤติตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน ที่ไม่ได้เกิดเฉพาะในไทยแต่เป็นผลกระทบระดับโลก เนื่องจากตู้คอนเทนเนอร์จำนวนมากไปติดค้างอยู่ที่ท่าเรือในตะวันออกกลางหรืออยู่บนเรือที่ยังเข้าเทียบท่าไม่ได้ ทำให้ซัพพลายตู้ในระบบหายไป หากผู้ส่งออกไทยไม่สู้ราคาตามกลไกตลาด ตู้เปล่าจะถูกกระจายไปยังประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามหรือมาเลเซียแทน
รวมถึงค่าประกันภัยสงคราม(War Risk) มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นถึง 400-500% สำหรับเรือที่ต้องเดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยง และค่าเซอร์ชาร์จ (Surcharge) ที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม โดยตู้ขนาด 20 ฟุต อยู่ที่ประมาณ 2,000 ดอลลาร์ ,ตู้ 40 ฟุต อยู่ที่ 3,000 ดอลลาร์ และตู้แช่เย็น (Reefer) พุ่งสูงถึง 4,000 ดอลลาร์
จี้รับมือหากสถานการณ์ยือเยื้อ :
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลพวงจากสงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน ที่นอกจากผลกระทบด้านโลจิสติกส์แล้ว ยังสร้างความกังวลต่อ ต้นทุนพลังงานของไทย เนื่องจากประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซ LNG จากตะวันออกกลางในสัดส่วนประมาณ 20-40% หากสถานการณ์ยืดเยื้อก็อาจสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพ
อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นยังมีปัจจัยบรรเทาความเสี่ยง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในภาวะที่มีการแข่งขันแย่งชิงพลังงานสูงเหมือนในบางช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งไทยยังมีแหล่งพลังงานอื่น เช่น ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย รวมถึงช่องทางการนำเข้าจากแหล่งอื่นที่สามารถใช้ทดแทนได้ในระดับหนึ่ง
นักวิชาการเตือนเร่งจัดหาแหล่งน้ำมันเพิ่ม
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะนักวิชาการ กล่าวว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก จะกระทบต่อราคาน้ำมันและก๊าซธรรมเหลวหรือแอลเอ็นจี มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น จะกระทบหนักประเทศเอเชียรวมถึงไทย
ดังนั้น กระทรวงพลังงาน ในฐานะกำกับดูแลความมั่นคงทางพลังงาน จะต้องเร่งรับมือจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆ เพิ่มเติมจากที่เคยจัดหาไว้ หากสถานการณ์การสู้รบยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้นอีก หากไม่สามารถจัดหาเพิ่มเติมได้ อาจจะเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันชั่วคราว และอาจนำไปสู่มาตรการปันส่วนน้ำมันกันใช้ภายในประเทศ ในขณะที่ราคาน้ำมันไม่ต้องพูดถึงจะยังมีแนวโน้มพุ่งขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะยังตรึงราคาน้ำมันได้อีก หลังจากผ่านพ้น 15 วันไปแล้ว
ขออำนาจนายกฯห้ามส่งออกน้ำมัน :
แหล่งข่าวจากระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในการประชุมศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน มีนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ได้รับทราบถึงสถานการณ์ด้านพลังงาน จากเหตุการณ์สู่รบในตะวันออกกลางทีวีความรุนแงขึ้น จนส่งผลให้อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ กระทบต่อการจัดหาพลังงานของโลก และส่งผลมายังประเทศไทยที่ต้องพึ่งการนำเข้าน้ำมันดิบจากตลาดออกกลางในสัดส่วนราว 61 %
จากผลการหารือดังกล่าว นำสู่ผลว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตด้านพลังงาน จึงจำเป็นต้องเร่งหามาตรการรับมือ โดยทางกระทรวงพลังงานจะเสนอเรื่องไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อออกคำสั่งนายกรัฐมนตรี ในการสั่งระงับการส่งออกน้ำมัน ตามความความในมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 เพื่อให้มีน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ
โดยปี 2568 ไทยมีปริมาณการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เฉลี่ยอยู่ที่ 151,390 บาร์เรลต่อวัน แบ่งเป็นการส่งออกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และ LPG คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 12,245 ล้านบาทต่อเดือน
พร้อมกับกำชัดให้ผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมัน เร่งจัดหาแหล่งน้ำมันดิบ เพื่อมาทดแทนจากแหล่งตะวันออกกลางที่หายไป โดยเฉพาะการจัดหาเพิ่มเติมจากคู่ค้าเดิมที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา จากทวีปแอฟริกา เป็นต้น
รวมถึงให้เร่งเจรจากับผู้ผลิตก๊าซในอ่าวไทย ผลิตก๊าซธรรมชาติในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น จากสัญญาเดิมที่มีอยู่ในแต่ละแหล่งให้มากขึ้น ในขณะที่การจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG เพื่อมาทดแทน LNG จากกาตาร์ ที่หายไป ให้ไปเร่งนำเข้าจากแหล่งอื่นๆ มาทดแทน เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เป็นต้น
แหล่งข่าวกล่าวว่าอีกว่า ส่วนราคาน้ำมันดีเซลตลาดโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นรุนแรง ล่าสุด ทะยานขึ้นอีกกว่า 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาอยู่ในกรอบ 140-150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ต้องแบกรับภาระอุดหนุนราคาน้ำมันภายในประเทศสูงถึงวันละประมาณ 400-450 ล้านบาท ขณะที่สถานะเงินสดของกองทุนฯ เหลืออยู่ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท และหนี้จากการกู้ยืมราว 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากยังคงอุดหนุนในระดับดังกล่าว จะสามารถพยุงราคาได้เพียงราว 15 วันเท่านั้น
หลังครบกำหนด 15 วัน หากราคาน้ำมันตลาดโลกยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐอาจต้องปล่อยให้ราคาน้ำมันสะท้อนกลไกตลาดมากขึ้น โดยจะทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลครั้งละ 0.50-1 บาทต่อลิตร ไปชนเพดานที่ 33-35 บาทต่อลิตร ควบคู่กับการชดเชยราคาจากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และหากราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากปัจจุบันอยูที่ที่ระดับ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อลดปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงมา ควบคู่กับการนำเงินจากกองทุนน้ำมันมาช่วยอุดหนุน เพื่อช่วยลดภาระหรือบรรเทาผลกระทบของภาคส่วนต่างๆ
กกพ.ปรับแผนจัดหา Spot LNG เพิ่ม :
ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า กกพ. ได้มีการประเมินสถานการณ์และผลกระทบจากความไม่สงบในพื้นที่ตะวันออกกลาง เพื่อวางแผนบริหารจัดการเชื้อเพลิงและรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งจากการหารือร่วมกับชิปเปอร์เกี่ยวกับการจัดหา LNG เพิ่มเติม พบว่าแหล่งก๊าซบางส่วนอยู่ในพื้นที่เสี่ยงและเส้นทางขนส่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ดังนั้น เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะมี LNG เพียงพอสำหรับการผลิตไฟฟ้า สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและภาคธุรกิจ รวมทั้งสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการแสวงหาแหล่ง LNG เพิ่มเติมหรือทดแทนแหล่งเดิมในพื้นที่เสี่ยง กกพ. จึงได้มอบหมายให้ชิปเปอร์ดำเนินการจัดหา Spot LNG เพิ่มเติมอีกจำนวน 3 เที่ยวเรือ มีกำหนดส่งมอบในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2569 ซึ่งปัจจุบัน มีเรือ LNG ที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซและเดินทางมาถึงประเทศไทยตามสัญญาในเดือนมีนาคม 2569 แล้วจำนวน 2 ลำ และมีเรือที่อยู่ในแผนส่งมอบเพิ่มเติมที่จะผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีก 5 ลำในช่วงเดือนมีนาคม- พฤษภาคม 2569
ราคา LNG พุ่งต่อเนื่อง :
ขณะที่ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ระบุว่า การที่กาตาร์หยุดชะงักหรือไม่สามารถส่งออกได้ จะส่งผลให้ราคาก๊าซ LNG ในตลาด Japan-Korean Market (JKM) ของเอเชียพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากประมาณ 78% ของ cargo ส่งออกไปยังภูมิภาคเอเชียเป็นส่วนใหญ่ และน่าจะดันให้ราคา pool gas price ปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าและอัตราเงินเฟ้อของไทยเพิ่มสูงขึ้น
ดังนั้น ทางออกของไทยเวลานี้ ควรจะมีแผนรับมือ อาทิ 1.การหันมาใช้โรงไฟฟ้าดีเซลและถ่านหิน 2.การเร่งเพิ่มการผลิตก๊าซในประเทศ (เลื่อนการกำหนดปิดซ่อมบำรุงบางส่วนของโครงการอาทิตย์, G1/G2 ของ PTTEP) ทั้งนี้ในปี 68 โรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซมีสัดส่วน 54% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าโดยรวมของไทย
ส่วนกรณีเลวร้ายที่สุดหากไทยไม่สามารถหาแหล่ง LNG ทางเลือกจากตลาด spot อาจทำให้โรงแยกก๊าซ (GSP) ของ PTT ต้องลดอัตราการใช้กำลังการผลิตและจัดส่งก๊าซไปให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และจะส่งผลกระทบต่อปริมาณวัตถุดิบอีเทน สำหรับการผลิตเคมีภัณฑ์ของ PTTGC ซึ่งถือว่ามีลำดับความสำคัญน้อยกว่าการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากภาครัฐต้องรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
ล่าสุดบลูมเบิร์ก รายงานราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในเอเชียพุ่งทะยานแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2566 โดยราคาตลาดสปอต พุ่งแตะระดับ 25.40 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ในการซื้อขายฝั่งเอเชียเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 6 มีนาคม 2569

