จับตา Fed ประชุมดอกเบี้ยนัดแรกหลังเกิดสงครามตะวันออกกลาง 3 สำนักวิจัยเห็นพ้อง "คงดอกเบี้ย"
ในการประชุม FOMC นัดแรกหลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง สำนักวิจัยธนาคาร 3 แห่งมองตรงกันว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) น่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 17-18 มีนาคมนี้ ท่ามกลางการคาดการณ์ของตลาดที่มองว่า โอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ยมีน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากภาวะที่ราคาพลังงานสูงขึ้นต่อเนื่อง
KResearch คาด Fed คงดอกเบี้ยนัดนี้ มองช่วงที่เหลือของปีไม่แน่นอนสูง :
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50-3.75% ในการประชุม FOMC วันที่ 17-18 มีนาคมนี้ เพื่อรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ขณะที่ ในช่วงที่เหลือของปี 2569 KResearch ประเมินว่าทิศทางการลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จะมีความไม่แน่นอนสูง โดยขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก และเงินเฟ้อ
หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ KResearch ประเมินว่า Fed อาจจำเป็นต้องชะลอการปรับลดดอกเบี้ยออกไปก่อน โดย ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 ตลาดส่วนใหญ่มองว่า Fed อาจไม่ปรับลดดอกเบี้ยเลยในปีนี้ แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงก็ตาม ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ท้าทายอย่างยิ่งในการดำเนินนโยบายแบบประคับประคองทั้งสองด้าน (Dual Mandate) ไปพร้อมกัน
ทั้งนี้ KResearch ชี้ว่าตัวเลขตลาดแรงงานและเงินเฟ้อล่าสุดยังไม่ได้สะท้อนภาพความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดแรงงานในสหรัฐฯ ชะลอลงชัดเจนขึ้น โดยมีสัญญาณจาก
* อัตราการว่างงานปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.4% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จาก 4.3% ในเดือนก่อนหน้า แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับในอดีต
* อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานลดลงมาอยู่ที่ 62.0% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 4 ปี
* ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-farm Payrolls) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ลดลง 92,000 ตำแหน่ง สวนทางกับที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 55,000 ตำแหน่ง
* ตัวเลขการจ้างงานของเดือนธันวาคม 2568 และมกราคม 2569 ยังถูกปรับลดลงรวม 69,000 ตำแหน่ง ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยการจ้างงานในช่วง 3 เดือนล่าสุดลดลงเหลือไม่ถึง 6,000 ตำแหน่งต่อเดือน
ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในภาพรวมยังมีความยืดหยุ่น (Resilient) แต่เป็นในลักษณะขยายตัวไม่ทั่วถึง โดยแรงหนุนหลักของเศรษฐกิจสหรัฐฯ มาจากการลงทุนในอุตสาหกรรม AI และการบริโภคของกลุ่มรายได้สูง
อย่างไรก็ตาม KResearch มองว่า การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวลงในระยะข้างหน้า ท่ามกลางความเสี่ยงจากปัจจัยด้านภาษีนำเข้าและความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่บั่นทอนกำลังซื้อของครัวเรือน ซึ่งจะยิ่งตอกย้ำภาพเศรษฐกิจแบบ K-shaped โดยกลุ่มรายได้น้อยถึงปานกลางจะได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นรุนแรงกว่ากลุ่มอื่น
สำหรับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อของสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามราคาพลังงานในตลาดโลก โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ของสหรัฐฯ ทรงตัวอยู่ที่ 2.4% YoY ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ก่อนเกิดเหตุโจมตีในตะวันออกกลาง
ราคาน้ำมันขายปลีกในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 20.8% ภายในเวลาเพียง 12 วัน หลังเกิดเหตุโจมตี โดยในช่วงวันที่ 3-11 มีนาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบ WTI ซึ่งเป็นน้ำมันอ้างอิงของตลาดสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นมาเฉลี่ยสูงกว่า 80
ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล จากค่าเฉลี่ยเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่อยู่ที่ราว 65 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นจาก 2.98 ดอลลาร์ฯ ต่อแกลลอน ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็น 3.60 ดอลลาร์ฯ ต่อแกลลอน ณ วันที่ 12 มีนาคม 2569
หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อและราคาน้ำมันดิบทรงตัวสูงกว่า 80 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรลต่อเนื่องตลอดปี เงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่สูงกว่า 3% ในปีนี้
โดยสัดส่วนน้ำมันในตะกร้า CPI อยู่ที่ราว 3% และการปรับขึ้นของราคาพลังงานยังสามารถส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการอื่นๆ เช่น ภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ ราคาอาหารสด และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีหรือพลาสติก ซึ่งโดยทั่วไปการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบ 10 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล คาดว่าจะทำให้เงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นราว 0.2%
มองทิศทางดอกเบี้ย ขึ้นกับสถานการณ์ในอิหร่าน :
ทิศทางดอกเบี้ยในระยะต่อไปขึ้นกับสถานการณ์ในอิหร่าน ที่มีผลต่อราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ทั้งนี้ Kevin Warsh ที่ได้รับการเสนอชื่อให้สืบทอดตำแหน่งประธาน Fed ต่อจาก Jerome Powell ในเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นที่รู้จักในฐานะสายเหยี่ยวที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อและมีจุดยืนเข้มงวดต่อขนาดงบดุลของ Fed ทำให้มีแนวโน้มลังเลต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ราคาน้ำมันยังมีความผันผวนสูง ซึ่งอาจทำให้ทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยชะลอออกไปก่อน โดยตลาดปรับมุมมองการลดดอกเบี้ยของ Fed ชะลอ ออกไปถึงปี 2570
กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์คาด Fed คงดอกเบี้ย จับตาความเสี่ยงเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น :
กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ มองว่า ตลาดจะติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ(Fed) ธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ) ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยคาดว่า Fed จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 17-18 มีนาคม
แม้ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นจากต้นทุนพลังงานท่ามกลางความตึงเครียดทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ประเมินว่า Fed อาจกังวลเรื่องเงินเฟ้อน้อยกว่าฝั่งยุโรป เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มตลาดแรงงานสหรัฐฯในปัจจุบัน โดยคาดว่าวงจรดอกเบี้ยขาลงของ Fed จะยังดำเนินต่อไปในระยะข้างหน้า สวนทางกับ ECB ซึ่งอาจสิ้นสุดวัฏจักรการลดดอกเบี้ยไปแล้ว บริบทนี้อาจช่วยจำกัดแรงซื้อเงินดอลลาร์ ตราบใดที่ราคาพลังงานไม่ทะยานขึ้นจากระดับปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ
กรุงไทยจับตา Fed อาจลดดอกเบี้ยได้เพียง 1 ครั้งปีนี้ :
Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า Fed อาจมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ ให้คงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50%-3.75% ตามเดิม เพื่อรอประเมินสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า Fed อาจมีการปรับคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจบ้าง อาทิ ปรับลดอัตราการเติบโตเศรษฐกิจปี 2026 ลงเล็กน้อย พร้อมกับปรับเพิ่มอัตราการว่างงานเล็กน้อย และปรับเพิ่มอัตราเงินเฟ้อ PCE (ตามผลกระทบของราคาพลังงาน)
ส่วนคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Dot Plot อาจไม่ได้แตกต่างจาก Dot Plot ในเดือนธันวาคม อย่างมีนัยสำคัญ ทว่า อาจเห็นจำนวนเจ้าหน้าที่ Fed มากขึ้น ที่อาจสนับสนุนการคงดอกเบี้ยในปี 2026 ได้ โดย Dot Plot ล่าสุด อาจสอดคล้องกับมุมมองของบรรดาผู้เล่นในตลาดที่มองว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยได้เพียง 1 ครั้ง ในปีนี้ จากเดิมเคยมองไว้ราว 2-3 ครั้ง ในช่วงก่อนเกิดการสู้รบในตะวันออกกลาง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา ถ้อยแถลงของประธาน Fed Jerome Powell ในช่วง Press Conference อย่างใกล้ชิด
ที่มา the standard
วันที่ 17 มีนาคม 2569

