สงครามกระทบต้นทุน "พลาสติก" ทั่วโลก จ่อดันราคาบรรจุภัณฑ์พุ่ง 20%
KEY POINTS :
* ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้เกิดภาวะขาดแคลนสารตั้งต้น (MEG และ PTA) ที่ใช้ผลิตพลาสติก PET ส่งผลให้ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์รายใหญ่ประกาศ "เหตุสุดวิสัย" และระงับการส่งออก
* ฐานการผลิตในเอเชียอย่างไต้หวัน จีน และเกาหลีใต้ ได้รับผลกระทบหนัก ต้องระงับการส่งออกและปรับขึ้นราคา ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้น
* นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าวิกฤตินี้จะดันต้นทุนบรรจุภัณฑ์ให้สูงขึ้น 5% ภายในหนึ่งเดือน และอาจพุ่งสูงถึง 20% ในสินค้าบางกลุ่ม เช่น ขนมขบเคี้ยวและอาหารแช่แข็ง
บลูมเบิร์กรายงานว่า อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์และพลาสติก ในสหรัฐ กำลังเผชิญภาวะวิกฤติอย่างหนัก เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ผู้ผลิตสารประกอบเคมีรายใหญ่หลายรายต้องประกาศ "เหตุสุดวิสัย" เพื่อหยุดการส่งมอบสินค้าตามสัญญาชั่วคราว
สารเคมีสำคัญที่ขาดแคลนคือ MEG (โมโนเอทิลีนไกลคอล) และ PTA (กรดเทเรฟทาลิกบริสุทธิ์) ซึ่งเป็นอนุพันธ์ที่ได้จากน้ำมัน หากขาดสารสองตัวนี้ จะไม่สามารถผลิตพลาสติก PET (โพลีเอทิลีนเทเรฟทาเลต) ได้ ซึ่ง PET คือ พลาสติกใสที่เราใช้งานในชีวิตประจำวัน สังเกตได้จากสัญลักษณ์เลข "1" ในสามเหลี่ยมบนบรรจุภัณฑ์ รวมถึงยังใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอและชิ้นส่วนยานยนต์ด้วย
ยักษ์ใหญ่ด้านเคมีภัณฑ์อย่าง SABIC หรือ ซาอุดี เบสิก อินดัสทรี ได้ประกาศภาวะเหตุสุดวิสัยสำหรับการขนส่ง MEG และไดเอทิลีนไกลคอล โดยทางบริษัทระบุชัดเจนว่า "ไม่สามารถกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดของปัญหานี้ได้" เนื่องจากการหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซมีความไม่แน่นอนสูง
ฐานผลิต ‘ไต้หวัน จีน เกาหลีใต้’ ระงับส่งออก :
บริษัท โอเรียนทัล ยูเนียน เคมิคอล คอร์ปที่มีโรงงานในไทเป ไต้หวันได้แจ้งลูกค้าในสหรัฐ ว่าจำเป็นต้องระงับการจัดส่งสาร MEG ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมี.ค.จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
อย่างไรก็ตาม ดาเนียล ยู โฆษกบริษัทระบุว่า หลังวันที่ 11 มี.ค. บริษัทได้เริ่มกลับมาส่งมอบสินค้าตามปกติ แต่ต้องมีการปรับราคาขึ้นทุกเดือนเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนน้ำมันดิบที่พุ่งสูง
ขณะที่สำนักข่าวกลางของไต้หวันรายงานว่า รัฐบาลกำลังเร่งเพิ่มกำลังการผลิต "เอทิลีน" เพื่อช่วยบรรเทาความตึงเครียดในอุตสาหกรรม
บริษัท ไห่หนาน ยี่เซิง ในประเทสจีนได้แจ้งลูกค้าในสหรัฐ ถึงภาวะเหตุสุดวิสัยต่อ “สำหรับสัญญา/คำสั่งซื้อ/ภาระผูกพันในการส่งมอบที่ได้รับผลกระทบ” โดยชี้ว่าปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการจัดส่งสาร PTA และ PET ส่วนในเกาหลีใต้ ผลกระทบได้ส่งถึงมือผู้บริโภคโดยตรงแล้ว โดยราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ตั้งแต่ถุงขยะไปจนถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากผู้ผลิตต้องผลักภาระต้นทุนวัตถุดิบที่แพงขึ้นไปให้แก่ลูกค้า
ราคาสินค้า ‘ยุโรป-สหรัฐ’ แพงขึ้น
ยุโรป เป็นภูมิภาคที่พึ่งพาวัตถุดิบจากตะวันออกกลางอย่างมาก ทำให้ราคาสินค้าจำพวกน้ำยาทำความสะอาด ยางรถยนต์ และอาหารสัตว์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ อินโดรามา เวนเจอร์สยังประกาศเหตุสุดวิสัยสำหรับการขนส่งจากโรงงาน PET สองแห่งในยุโรป
ขณะเดียวกัน อินโดรามา ประกาศ ปรับขึ้นราคาเรซิน PET ในสหรัฐและแคนาดา 10 เซนต์ต่อปอนด์ พร้อมบวกค่าธรรมเนียมช่วงสงครามเพิ่มอีก 5 เซนต์
จิม ฟิตเตอร์ลิง ซีอีโอของบริษัทดาว อิงค์ เตือนว่าแม้ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดได้อีกครั้ง แต่การขนส่งเคมีภัณฑ์อาจต้องใช้เวลาถึง 9 เดือน กว่าจะกลับสู่สภาวะปกติ พร้อมแจ้ง ลูกค้าว่าราคาเรซินพลาสติกในเดือนเม.ย.จะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า หรือประมาณ 30 เซนต์ต่อปอนด์
โจนาธาน ควินน์ ซีอีโอจากบริษัท อีจีซี คอนซัลติ้ง อิงค์ วิเคราะห์ว่าวิกฤตินี้จะกระทบถึงชั้นวางสินค้าในร้านโชห่วยเร็วๆ นี้ โดยคาดว่าต้นทุนบรรจุภัณฑ์จะเพิ่มขึ้น 5% ภายในหนึ่งเดือน และอาจสูงถึง 20% ในสินค้าบางกลุ่ม โดยเฉพาะขนมขบเคี้ยว อาหารแช่แข็ง และเนื้อสัตว์สด ซึ่งราคาถุงมันฝรั่งทอดเพียงอย่างเดียวอาจแพงขึ้นทันที 5-10 เซนต์
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 2 เมษายน 2569

