AI ตัวช่วยสุดก้าวล้ำ หรือยาพิษแห่งวงการข่าว?
ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ เป็นหนึ่งในนวัตกรรมใหญ่ที่สุดในช่วงทศวรรษที่ 2020 ความชาญฉลาดของเอไอทำให้มนุษย์นำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น วงการข่าวก็ไม่ต่างกัน นักข่าวทั่วโลกใช้เอไอในการแปลเอกสาร แกะไฟล์เสียงสัมภาษณ์ หาข้อมูลต่างๆ หรือทำภาพขึ้นมาใหม่ แต่ด้วยความชาญฉลาดของเอไอที่พุ่งทะยานอย่างก้าวกระโดดทำให้คนในวงการข่าวจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามถึงความอยู่รอดของคนที่ประกอบวิชาชีพนี้ว่าจะถูกเอไอเข้าแทนที่หรือไม่ และเอไอควรมีบทบาทในห้องข่าวมากน้อยแค่ไหน
คำถามเหล่านี้เป็นหนึ่งในหัวข้อที่อยู่ในการหารือในห้วงการประชุมนักข่าวโลก (WJC) ประจำปี 2026 ที่จัดขึ้นโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเกาหลี (Journalist Association of Korea : JAK) ในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม – 3 เมษายน เพื่อคลายข้อสงสัยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้เอไอในห้องข่าวว่าแท้จริงแล้ว เทคโนโลยีนี้จะเข้ามาเป็นตัวช่วยหรือจะมาแทนนักข่าวในอนาคตกันแน่

ในช่วงแรกที่เอไอถือกำเนิด นักข่าวหลายคนยังไม่กล้าใช้เอไอ ส่วนหนึ่งเพราะยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับศักยภาพ ความสามารถ และความถูกต้องของข้อมูลที่เอไอนำเสนอ ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะมนุษย์ย่อมไม่กล้าใช้เทคโนโลยีใหม่ในช่วงแรกคล้ายกับการถือกำเนิดของอินเตอร์เน็ต แต่เมื่อเวลาผ่านไป เอไอมีพัฒนาการ ความฉลาดอย่างก้าวกระโดด นักข่าวทุกคนในยุคสมัยนี้ต้องเคยใช้เอไอในการทำข่าว แต่สิ่งที่แตกต่างคือแนวทางในการใช้เอไอให้ช่วยทำอะไรเพื่อให้การทำข่าวให้ประหยัดเวลาและง่ายขึ้น
เรนาตา คิม ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว Newsweek Polska จากประเทศโปแลนด์ระบุว่า ใช้แพลตฟอร์มเอไอ Sonix ในการถอดบทสัมภาษณ์ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาไปได้มาก ถึงขนาดบอกว่า Sonix เปรียบเสมือน “เพื่อน” คนหนึ่งในชีวิตที่ช่วยการทำงาน อัน ฮยองจุน ประธานและซีอีโอของสถานีโทรทัศน์ MBC เกาหลีใต้กล่าวกับมติชนว่าทางสถานีมีการใช้เอไอช่วยทำไตเติลเปิดรายการ รวมถึงมีโปรแกรมใช้เอไอผลิตเสียงของผู้ประกาศข่าวเพื่อประกอบคลิปที่ใช้ออกอากาศ ซีอีโอของ MBC ยังเปิดคลิปเปิดรายการที่ใช้เอไอในการทำ
ซึ่งผลงานที่ออกมาถือว่า “เกินคาด” เพราะออกมาสวยงามเหมือนมาจากมือตัดต่อประสบการณ์สูง ด้าน อู ซึงโฮ รองผู้อำนวยการแผนกยุทธศาสตร์และอนาคตของสำนักข่าว Seoul Economic Daily บอกว่าทางสำนักข่าวได้ประดิษฐ์โปรแกรมเอไอของตัวเองขึ้นมา ชื่อว่า AI Link เพื่อช่วยเหลือในการร่างโครงเรื่อง แนะนำพาดหัว แปลเนื้อหาข่าวจากภาษาเกาหลีเป็นภาษาอังกฤษ แถมยังใส่เนื้อหาคำอธิบายเพิ่มเติมได้ด้วย โปรแกรม AI Wave ที่ทางสำนักข่าวคิดค้นยังสามารถนำบทความแบบเขียนให้กลายเป็นคลิปวิดีโอ ด้วยการเขียนสคริปต์ แปลงเสียงมนุษย์ ทั้งหมดนี้ทำได้ในเวลาไม่กี่นาที
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเอไอมีศักยภาพสูงที่จะมีบทบาทในวงการสื่อในอนาคตมากขึ้น แต่หนึ่งในสิ่งที่นักข่าวในการประชุม WJC เห็นตรงกันคือ ไม่ว่าเอไอจะก้าวล้ำไปมากแค่ไหน เอไอก็ยังมีความผิดพลาดทางข้อมูล หลายคนเล่าถึง “ความบกพร่อง” ของเอไอในการช่วยทำข่าว อาทิ พาเวล คาซิค นักข่าวสายวิทยาศาสตร์จากสำนักข่าว Seznam Zpravy เล่าว่าเคยใช้เอไอในการหาข้อมูลแต่พบว่าข้อมูลที่เอไอเสนอขึ้นมากลับมาจากแหล่งที่มาที่ไม่มีอยู่จริง เฟลิกซ์ ลิลล์ นักข่าวชาวเยอรมันเคยขอให้เอไอหาข้อมูลเกี่ยวกับนักกีฬาชื่อดังชาวลาวเพื่อขอสัมภาษณ์
แต่แท้จริงแล้วนักกีฬาคนนั้นไม่มีตัวตนจริง หมายความว่าสุดท้ายมนุษย์ต้องเป็นคนตรวจทานความถูกต้องของข้อมูลที่ได้จากเอไออีกขั้นก่อนนำไปเผยแพร่อยู่ดี เพราะข้อมูลที่เอไออาจนำเสนอขึ้นมาอาจไม่เป็นความจริง และความบกพร่องเหล่านี้อาจก่อให้เกิดความท้าทายหรืออันตรายต่อความเข้าใจและความเชื่อมั่นในข้อมูลของประชาชนได้ หากนักข่าวอาจนำข้อมูลที่เป็นเท็จไปเผยแพร่ต่อสาธารณะโดยไม่ได้ยืนยันความถูกต้อง
อีกหนึ่งข้อจำกัดของการใช้เอไอในการทำข่าวคือ มันไม่สามารถเขียนถ่ายทอดอารมณ์ เหตุการณ์ได้เหมือนมนุษย์ จริงอยู่ที่เอไอเขียนบทความ เนื้อหาข่าวได้ แต่เอไอเดินทางไปลงพื้นที่จริงในสภาวะสงครามเพื่อเล่าเรื่องราวความทุกข์ยากของประชาชนในพื้นที่สงครามไม่ได้เหมือนคน การทำข่าวสถานการณ์จึงยังต้องใช้มนุษย์ในการเล่าข่าวอยู่ดี หรือแม้แต่การรายงานข่าวทั่วไปที่เป็นข้อมูลใหม่นั้นก็ยังต้องใช้ความสามารถของมนุษย์ในการรายงานเช่นกัน ต้องไม่ลืมว่าเอไอเรียนรู้จากการใช้ข้อมูลเก่า ซึ่งเอไอจะมีความแม่นยำในเชิงข้อมูลน้อยลงเมื่อต้องทำข้อมูลใหม่ออกมา และแม้เอไออาจรวบรวมข้อมูลในอินเตอร์เน็ตให้เราได้ แต่ไม่สามารถทำการตัดสินใจขั้นสุดท้ายได้เหมือนมนุษย์
แน่นอนว่าการใช้งานระบบที่มีความชาญฉลาดสูงอย่างเอไอควรมีการวางระเบียบการใช้งาน ว่านักข่าวจะใช้เอไออย่างไรให้เหมาะสม พาเวลเล่าว่าที่สำนักข่าวกำหนดให้นักข่าวใช้งานเอไอในการถอดคลิปเสียงหรือทำเสียงคนประกอบคลิป แต่จะไม่ใช้เอไอในการสร้างข้อมูลหรือภาพเสมือนจริง นายฮัน ยองเมย์ รองบรรณาธิการข่าวของ Chinese Media Group ประเทศสิงคโปร์เล่าว่าที่สำนักข่าวจะไม่ใช้เอไอในการสร้างข่าวขึ้นมาหรือรูปภาพ แต่จะใช้เอไอในการทำคลิปวิดีโอ เช่น ภาพการ์ตูน แต่ถึงแบบนั้นก็ต้องใช้มนุษย์ตรวจทานผลงานที่เอไอสร้างออกมาอยู่ดี
หนึ่งประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใช้เอไอช่วยทำข่าวคือทักษะการค้นคว้าหาข้อมูลของนักข่าวอาจถดถอยลงกว่าเมื่อก่อนหากพึ่งพาเอไอในการรวบรวมข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเป็นหลัก เอไอมีความสามารถพิเศษคือการรวบรวมข้อมูลให้กับมนุษย์ได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว แต่นักข่าวหลายคนในการประชุมกังวลว่าความสะดวกสบายนี้อาจทำให้นักข่าวลืมทักษะเดิมที่นักข่าวควรมี คือการสืบค้นข้อมูลเองเพื่อสกัดใจความสำคัญออกมาด้วยตัวเอง
จากการพูดคุยกับนักข่าวหลายคนจะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าจะไม่ใช้เอไอในส่วนงานที่มีความสำคัญหรือความรับผิดชอบสูง สะท้อนถึงความรู้สึกของนักข่าวส่วนใหญ่ที่ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปไกลแค่ไหน มนุษย์ก็ยังคงไม่ไว้ใจเทคโนโลยีแบบเต็ม 100% มาร์ติน จอร์กิเยฟ สมาชิกบอร์ดผู้อำนวยการสหภาพนักข่าวบัลแกเรีย เปรียบเทียบเรื่องนี้ได้เห็นภาพว่าคล้ายกับเครื่องผ่าตัดอัตโนมัติที่ใช้เอไอ แม้จะมีประสิทธิภาพสูง ทำการผ่าตัดได้แม่นยำกว่ามือมนุษย์ แต่ไม่มีใครกล้าเปิดใช้งานให้เครื่องนี้ผ่าตัดคนไข้เองเพราะไม่แน่ใจว่าหากวันหนึ่งเกิดการผิดพลาดขึ้นมาแล้วใครจะต้องรับผิดชอบ จริงอยู่ที่การทำงานของมนุษย์ก็มีความผิดพลาดเช่นกัน ไม่มีนักข่าวคนไหนไม่เคยเขียนผิด แต่คนเราก็ยังไว้ใจสิ่งที่อยู่ในการควบคุมของมนุษย์มากกว่าอยู่ดี
สิ่งที่สรุปได้จากการประชุมนี้คือ เอไอจะไม่เข้ามาแทนที่นักข่าวในห้องข่าวในอนาคต เพราะยังมีจุดบอดอยู่มากที่ยังทำแทนมนุษย์ไม่ได้ ทั้งจากการลงพื้นที่เขียนข่าวเอง หรือความเชื่อมั่นถึงความถูกต้องของเอไอที่มนุษย์ยังไม่ไว้วางใจมากขนาดนั้น แม้เอไอจะฉลาดแต่มนุษย์ก็ต้องฉลาดกว่าเอไอ เพราะต้องรู้ให้ทันว่าข้อมูลไหนถูกต้องและไม่ถูกต้อง
ทำให้สุดท้ายแล้วเอไอจะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการทำข่าวในบางภาคส่วนเท่านั้น จริงอยู่ที่แผนกงานบางส่วนอาจได้รับผลกระทบ แต่กับการทำข่าวแล้ว สุดท้ายก็ยังต้องเป็นนักข่าวที่เป็นคนตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะเลือกนำเสนออะไรให้กับผู้ชมอยู่ดี
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 17 เมษายน 2569

