Gen Z จีนโดน "เอไอ" แย่งงาน! พบอัตรา "ว่างงาน" พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์
KEY POINTS :
* อัตราการว่างงานของคนจีนอายุ 25-29 ปี พุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7.7% ในเดือนมีนาคม
* เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นปัจจัยสำคัญที่เข้ามาแย่งงาน ทำให้คนกลุ่มนี้มีความเปราะบางสูง
* นักวิเคราะห์คาดว่าการนำ AI มาใช้อย่างแพร่หลายอาจทำให้เกิดการเลิกจ้างงานในจีนได้ถึง 70 ล้านตำแหน่ง
* นอกจาก AI แล้ว ปัญหาการว่างงานยังถูกซ้ำเติมจากปัจจัยอื่น เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และรายได้ที่เติบโตช้า
* จีนมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะ "การเติบโตที่ไร้การจ้างงาน" ซึ่งจะส่งผลกระทบระยะยาวต่อคนรุ่นใหม่


สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานภาวะตลาดแรงงานจีนส่อแวววิกฤต หลังอัตราการว่างงานในกลุ่มแรงงานรุ่นใหม่อายุ 25-29 ปี พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางการขยายตัวของการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงาน อัตราการว่างงานของกลุ่มอายุ 25-29 ปี ในเดือนมี.ค. เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 7.7% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่สำนักงานสถิติฯ เริ่มปรับปรุงวิธีการจัดเก็บข้อมูลเมื่อสองปีก่อน โดยเพิ่มขึ้นจากระดับ 7.2% ในปีก่อนหน้า ขณะที่กลุ่มเยาวชนอายุ 16-24 ปี มีอัตราว่างงานพุ่งสูงเกือบ 17% ส่งผลให้อัตราว่างงานโดยรวมของจีนขยับขึ้นไปอยู่ที่ 5.4%
AI ตัวแปรสำคัญดิสรัปชันตลาดแรงงาน :
นักวิเคราะห์มองว่ากลุ่มอายุ 25-29 ปี ซึ่งเดิมเป็นกลุ่มที่นายจ้างต้องการเพราะอยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างการจบการศึกษาเข้าสู่โลกการทำงาน กำลังกลายเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดต่อกระแส “AI Shock” โดย Citigroup Inc. ระบุว่าจีนกำลังเข้าใกล้ "จุดเปลี่ยน" ของการนำ AI มาใช้ในวงกว้าง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างแรงงานในประเทศได้ถึง 70 ล้านตำแหน่งในอนาคต
แม้ว่าการใช้ AI ในที่ทำงานอย่างเป็นทางการอาจยังอยู่ในวงจำกัด แต่เหล่านักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า “การเลิกจ้างที่ขับเคลื่อนด้วย AI” กำลังกลายเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจการบริโภคที่อ่อนแออยู่แล้ว
นอกจากเทคโนโลยีดิสรัปชันแล้ว ตลาดแรงงานจีนยังได้รับผลกระทบจากปัจจัยอื่นๆ ดังนี้:
* ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง: สงครามระหว่างอิหร่านส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานและการส่งออก ทำให้ภาคธุรกิจชะลอการจ้างงาน
* รายได้โตช้า: รายได้จากค่าจ้างขยายตัวในอัตราที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่ปลายปี 2022
* พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน: ครอบครัวชาวจีนเริ่มเก็บออมเงินมากขึ้น โดยสัดส่วนเงินออมต่อรายได้พุ่งสูงถึง 38% ในไตรมาสแรก ซึ่งสะท้อนถึงความไม่มั่นใจในอนาคต
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น จีนอาจต้องเผชิญกับภาวะ “การเติบโตที่ไร้การจ้างงาน” หรือ Jobless Growth เนื่องจากเศรษฐกิจจีนพึ่งพาภาคการผลิตมากขึ้น ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ปรับเปลี่ยนไปใช้ระบบอัตโนมัติสูงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมครองสัดส่วนถึง 30% ของ GDP แต่กลับจ้างงานเพียง 20% เท่านั้น
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 22 เมษายน 2569

