"สศช.-แบงก์ชาติ" หั่น GDP ปี 69-70 รับวิกฤต รัฐบาลคงกรอบงบฯ70 ดันหนี้สาธารณะปริ่มเพดาน
KEY POINTS :
* ประชุม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ เคาะกรอบงบปี 70 แตะ 3.78 ล้านล้าน
* “สศช.-ธปท.” ปรับลด GDP ความเสี่ยงปี 70 โตแค่ 1.4-1.5% ท่ามกลางแรงกดดันเศรษฐกิจโลก “รัฐบาล” เร่งเพิ่มรายได้-คุมขาดดุล
* หนี้สาธารณะ ณ ปีงบฯ 2570 GDP ปริ่มเพดาน 69.4%
* “เอกนิติ” ยังไม่ขยายเพดานหนี้ จ่อดึงงบค้างท่อแสนล้าน เตรียมดัน พ.ร.บ.โอนงบปี 69 ตุนกระสุน 0.95-1.25 แสนล้าน
การจัดทำงบประมาณและหาแหล่งเงินงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อรองรับผลกระทบสงครามในตะวันออกกลางยังดำเนินการต่อเนื่อง ทั้งการจัดทำงบประมาณปี 2570 รวมทั้ง พ.ร.บ.โอนงบประมาณเพื่อนำมาใช้เป็นแหล่งเงินในการรองรับการใช้งบประมาณ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมพิจารณาพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ร่วมกับ 4 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2569
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 เพื่อให้รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายสำคัญภายใต้สถานการณ์โลกที่ผันผวนสูง ท่ามกลางการสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจทั่วโลก
ทั้งนี้ที่ประชุมเห็นชอบกำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 25 พ.ย.2568 จำนวน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2569 จำนวน 7,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.2% โดยประมาณการรายได้รัฐบาลสุทธิ 3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ.2569 จำนวน 79,400 ล้านบาท หรือ 2.7%
รวมทั้งมีเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 788,000 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ.2569 จำนวน 72,000 ล้านบาท หรือลดลง 8.4% ซึ่งสอดคล้องแผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2570-2573) ที่ ครม.เห็นชอบวันที่ 18 พ.ย.2568 โดยสำนักงบประมาณจะเสนอ ครม.ให้ความเห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีในที่ 28 เม.ย.2569
สศช.-ธปท.หั่น GDP รับวิกฤติ :
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า ที่ประชุมเห็นชอบกรอบงบประมาณปี 2570 ตามแผนการคลังระยะปานกลาง ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกและข้อจำกัดด้านวินัยการคลัง
ทั้งนี้ที่ประชุมได้รายงานประมาณเศรษฐกิจไทยช่วงปี 2569-2570 เผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานสูงขึ้นกระทบห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนการผลิต โดย สศช.คาดว่าจีดีพีในปี 2569 ขยายตัวเพียง 1.4% และจะฟื้นตัวเป็น 2.2% ในปี 2570 ในกรณีสงครามสิ้นสุดในครั้งแรกของปี 2569
ขณะที่ ธปท.ประเมิน GDP ปี 2569-2570 ใกล้เคียงที่ 1.5% และ 2.3% ตามลำดับ ส่วนอัตราเงินเฟ้อปี 2569 ปรับเพิ่มเป็นกรอบ 2.5-3.5% ก่อนชะลอลงปีถัดไป ทั้งนี้หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจแตะ 110-115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะกดดันการเติบโตเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ
กรอบงบประมาณ 3.78 ล้านล้าน :
สำหรับกรอบงบประมาณปี 2570 เห็นชอบวงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากปีก่อน โดยโครงสร้างงบประมาณยังเน้นรายจ่ายประจำเป็นหลักถึง 73.3% ของวงเงินทั้งหมด สะท้อนข้อจำกัดพื้นที่การคลัง ขณะที่รายจ่ายลงทุนอยู่ที่ 20.8% ส่วนที่เหลือเป็นรายจ่ายชำระคืนเงินกู้และชดใช้เงินคงคลัง
ด้านรายได้รัฐบาลตั้งเป้าจัดเก็บรายได้สุทธิ 3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7% พร้อมเตรียมมาตรการปรับโครงสร้างภาษี อาทิ การปรับค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การพิจารณาปรับขึ้นภาษีน้ำมัน 1 บาทต่อลิตร และการจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
ทั้งนี้ ปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลยังคงตั้งงบขาดดุลที่ 788,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.9% ของจีดีพี ลดลงจากปีก่อน สอดคล้องกับแผนการคลังระยะปานกลางที่มุ่งลดการขาดดุลต่อเนื่อง เหลือ 2.1% ภายในปี 2573 เพื่อรักษาวินัยการคลัง
หนี้สาธารณะสิ้นปี 70 ปริ่มเพดาน 70% :
อย่างไรก็ตาม สถานะหนี้สาธารณะยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตา โดยคาดว่า ณ สิ้นปี 2570 หนี้สาธารณะจะอยู่ที่ 13.79 ล้านล้านบาท หรือ 69.36% ของ GDP ใกล้เพดานที่ 70%
ขณะเดียวกันภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในปีเดียวกันมีมูลค่าสูงถึง 1.45 ล้านล้านบาท และเมื่อรวมดอกเบี้ยจะเพิ่มเป็น 1.81 ล้านล้านบาท ทำให้กระทรวงการคลังต้องบริหารจัดการโครงสร้างหนี้ โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อชำระคืนต้นเงินกู้ได้เพียง 151,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 4% ของงบประมาณรวมเท่านั้น ทำให้กระทรวงการคลังต้องรับภาระหนักกู้เงินปรับโครงสร้างหนี้ส่วนที่เหลือทั้งหมด
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ไทยมีเพดานหนี้สาธารณะ 70% ทำให้มีช่องว่างกู้เงินได้อีก 4% หรือคิดเป็นเม็ดเงิน 8 แสนล้านบาท ซึ่งเพดานหนี้ดังกล่าวถูกกำหนดโดยคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมเช่นเดียวกับที่เคยปรับขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19
เล็งโอนงบฯ69 สูงสุดแสนล้าน :
อย่างไรก็ตามก่อนที่จะพิจารณาเรื่องการกู้เงินเพิ่ม รัฐบาลมีนโยบายในการบริหารจัดการงบประมาณที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดก่อน เพื่อเตรียม “กระสุน” ทางการเงินไว้รองรับวิกฤติพลังงานและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
รัฐบาลได้วางแผนการรวบรวมเม็ดเงินออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การทบทวนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 และการปรับรื้อร่างงบประมาณปี 2570
สำหรับงบประมาณปี 2569 รัฐบาลจะดึงเงินงบประมาณจากหน่วยงานที่ยังไม่ได้ดำเนินการจัดทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภายในกำหนดเส้นตายวันที่ 30 เม.ย.นี้กลับคืนมา ซึ่งคาดว่าจะวบรวมงบส่วนนี้ได้ 70,000-100,000 ล้านบาท เมื่อนำมารวมกับงบกลางที่ยังเหลืออยู่อีก 25,000 ล้านบาท จะทำให้รัฐบาลมีเม็ดเงินสำรองรวมทั้งสิ้น 95,000-125,000 ล้านบาท
วางยุทธศาสตร์ใช้งบ 3 ข้อ :
สำหรับยุทธศาสตร์การใช้จ่ายงบประมาณที่รวบรวมมาได้ รัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายหลัก 3 ประการ ได้แก่
1)การมุ่งเป้าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง (Targeting) เพื่อเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจและราคาพลังงาน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งหรือคนขับรถบรรทุก เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น
ทั้งนี้ ปัจจุบันรัฐบาลมียอดการใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเดือนละ 7,000-10,000 ล้านบาท โดยงบประมาณรวมที่ต้องขึ้นกับความยืดเยื้อของสถานการณ์โลก
2)การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ (Transition) เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเกือบสูงที่สุดในอาเซียน รัฐบาลจึงต้องเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด เช่น การส่งเสริมให้ประชาชนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน พร้อมหาแนวทางแก้กฎหมายให้ขายไฟส่วนเกินคืนระบบได้
รวมทั้งการพิจารณาให้เงินอุดหนุนเพื่อเปลี่ยนยานพาหนะเป็นรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งกรมสรรพสามิตกำลังศึกษาตัวเลขงบประมาณที่เหมาะสม รวมถึงการเปิดระบบ Direct PPA เพื่อให้ภาคเอกชนซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดได้โดยตรง
3)การปฏิรูปประเทศ (Reform) มุ่งเน้นการลงทุนเพื่ออนาคต โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการพัฒนาคนและทรัพยากรมนุษย์ ผ่านการให้ความรู้ด้านเทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของคนไทย ควบคู่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการปฏิรูปด้านพลังงาน
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 23 เมษายน 2569

