SCGC-GC ศึกษาตั้งบริษัทร่วมทุนธุรกิจ "โอเลฟินส์-พอลิโอเลฟินส์"
ปูนซิเมนต์ไทย โดย SCGC จับมือ พีทีที โกลบอล เคมิคอล ศึกษาตั้งบริษัทร่วมทุนธุรกิจโอเลฟินส์-พอลิโอเลฟินส์ คาดได้ข้อสรุปไตรมาส 3/69
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งว่า บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) ลงนาม MoU (ไม่ผูกพันทางกฎหมาย) ร่วมกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) เพื่อศึกษาการตั้งบริษัทร่วมทุนในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย
โครงการครอบคลุมสินทรัพย์หลักของทั้งสองฝ่าย ทั้งโรงงานโอเลฟินส์ รวมถึง PE และ PP โดยมีเป้าหมายยกระดับสู่ผู้นำปิโตรเคมีในภูมิภาค ผ่านการเพิ่มขนาดธุรกิจและประสิทธิภาพการบริหารวัตถุดิบ ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม
ทั้งนี้ ดีลดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับการตรวจสอบสถานะ การเจรจา และการอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยคาดสรุปการศึกษาได้ภายในไตรมาส 3/2569 และจะรายงานความคืบหน้าต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าว เกิดจากการที่ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (GC) ร่วมกับ บมจ.เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (SCGC) ประกาศการลงนามในบันทึกข้อตกลงเบื้องต้น ซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุน ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ (พอลิเอทิลีนและพอลิโพรพิลีน)
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของซัพพลายเชน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศไทย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับโลก
นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC กล่าวว่า “วัตถุประสงค์ของการศึกษาความเป็นไปได้ ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ครั้งนี้ คือ การสร้างธุรกิจปิโตรเคมีที่มีศักยภาพในระดับแนวหน้าของภูมิภาค ต่อยอดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทย ที่มีโครงสร้างพื้นฐานแบบบูรณาการ การผนึกความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน พร้อมทั้งสร้างความแข็งแกร่ง ผ่านการบูรณาการตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตลอดจนสามารถพัฒนาและส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงได้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้อุตสาหกรรมปลายทาง สามารถดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง แข่งขันได้ในระดับสากล และช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย”
ด้านนายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC กล่าวเพิ่มเติมว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของประเทศไทย พร้อมทั้งเพิ่มความยืดหยุ่น และเพิ่มขีดความสามารถ ทางการแข่งขันในระดับโลก อีกทั้งยังช่วยยกระดับบทบาทของประเทศไทย ในฐานะศูนย์กลางการผลิต และการส่งออกในภูมิภาค สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมปลายน้ำ โดยมีผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงที่หลากหลาย และตอบโจทย์ความต้องการของตลาด พร้อมทั้งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ให้กับอุตสาหกรรมไทย”
สำหรับบันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงเบื้องต้น และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เป็นขั้นตอนเริ่มต้นของกระบวนการศึกษา โดยผลการศึกษาการร่วมทุนดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับผลของการตรวจสอบสภาพกิจการ (due diligence) และการได้รับอนุมัติของบริษัททั้งสอง และจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (หากต้องขออนุญาต) คาดว่าการศึกษาจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3 ปี 2569 โดยระหว่างนี้ ทั้งสองบริษัทยังคงดำเนินธุรกิจตามปกติอย่างเป็นอิสระต่อกัน
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 30 เมษายน 2569

