จีนตั้งเป้า "ผลิตเวเฟอร์เอง" ให้ได้ 70% ภายในปีนี้ เขย่าดุลอำนาจเทคโลก
ในศึกเทค จีนเร่งปิดจุดอ่อนสำคัญในห่วงโซ่ชิป ด้วยการตั้งเป้าให้เวเฟอร์ซิลิคอน "กว่า 70%" ผลิตได้เองในประเทศภายในปีนี้ พร้อมผลักดันผู้ผลิตชิปให้หันมาใช้วัตถุดิบในประเทศ
ในศึกแข่งขันกับสหรัฐ จีนตั้งเป้าให้เวเฟอร์ซิลิคอน “มากกว่า 70%” ที่ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตชิปภายในประเทศ “ต้องผลิตได้เองภายในปีนี้” ถือเป็นความพยายามเชิงรุกที่สุดของจีนในการทำให้ซัพพลายเชนชิปเป็นของตัวเอง ตามรายงานของนิกเกอิ เอเชีย
แหล่งข่าวระบุว่า เป้าหมายของรัฐบาลจีนได้กลายเป็น “คำสั่งโดยพฤตินัย” ให้ผู้ผลิตชิปหันมาใช้เวเฟอร์ขนาด 12 นิ้วที่ผลิตในประเทศ แม้เป้าหมายด้านการพึ่งพาตนเองอื่นๆ จะยังไม่สำเร็จ แต่เป้าหมายนี้มีแนวโน้มจะทำได้จริง และจะกลายเป็นชัยชนะสำคัญของจีนในการผลักดันอุตสาหกรรมภายใน
ผู้บริหารในอุตสาหกรรมชิปรายหนึ่งให้ข้อมูลว่า “ตลาดจะเหลือเพียง 30% ที่ยังเปิดให้ผู้เล่นต่างชาติ บางบริษัทจีนยังต้องพึ่งเทคโนโลยีต่างชาติสำหรับชิปขั้นสูง แต่สำหรับตลาดชิปทั่วไปหรือเทคโนโลยีรุ่นเก่า เวเฟอร์จีนสามารถตอบโจทย์ได้แล้ว”
สำหรับบริษัทดาวรุ่งของจีนอย่าง Xi'an Eswin Material Technology ตั้งเป้าว่า ในปี 2026 จะมีกำลังผลิตรวม 1.2 ล้านแผ่นต่อเดือน ครอบคลุม 40% ของความต้องการในประเทศ และมีส่วนแบ่งตลาดโลกเกิน 10%
ผู้ผลิตรายอื่นในจีน เช่น National Silicon Industry Group, Zhonghuan Advanced และ Hangzhou Lion Microelectronics ก็เร่งขยายกำลังผลิตเช่นกัน
แหล่งข่าวระบุว่า “ลูกค้าจีนทุกเจ้ากำลังเพิ่มกำลังผลิต และ Eswin ถือว่าเดินเกมรุกมากที่สุด อาจคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของการขยายทั้งหมด”
ปัจจุบัน Eswin ส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าระดับโลก เช่น Micron, TSMC, GlobalFoundries และ UMC รวมถึงบริษัทหน่วยความจำรายใหญ่อย่าง Samsung และ SK Hynix ที่กำลังอยู่ระหว่างการทดสอบสินค้า
ขณะเดียวกัน SMIC, Hua Hong และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ Huawei กำลังเร่งผลิตชิปขั้นสูงระดับ 7 นาโนเมตร ไปจนถึง 5 นาโนเมตร เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้าน AI ที่พุ่งสูง แต่บางส่วนยังต้องพึ่งเวเฟอร์จากต่างประเทศ
ศูนย์วิจัย Bernstein Research ประเมินว่า ภายในปี 2025 จีนสามารถตอบสนองความต้องการเวเฟอร์ 12 นิ้วได้ราว 50% และจะเพิ่มขึ้นอีกในปี 2026 โดยส่วนแบ่งตลาดโลกของผู้ผลิตจีน เพิ่มจาก 3% ในปี 2020 เป็น 28% ในปี 2025 และอาจแตะ 32% ในปี 2026
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยอย่างอัตราการใช้กำลังผลิตว่าลูกค้าจะสั่งผลิตมากเพียงใด และคุณภาพถึงมาตรฐานโลกแล้วหรือไม่ จะมีผลต่อผลการผลิตจริง
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 5 พฤษภาคม 2569

