"โรคอีโบลา" 3 สายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดการระบาดใหญ่ อัตราป่วยตายสูงสุด 90%
KEY POINTS :
* “โรคอีโบลา” เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีความรุนแรงสูง ติดต่อผ่านเลือด และสารคัดหลั่งของผู้ป่วย ระยะฟักตัว 2-21 วัน อาการเริ่มต้นอาจคล้ายไข้ทั่วไป และในบางรายอาจมีเลือดออกผิดปกติ
* “โรคอีโบลา” 3 สายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดการระบาดใหญ่ มีอัตราป่วยเสียชีวิตสูงสุดถึง 90% สายพันธุ์ “ไวรัสบุนดิบูเกียว” ที่ระบาดล่าสุด ยังไม่มียารักษาเฉพาะ-วัคซีนป้องกัน
* “โรคอีโบลาในไทย” จัดเป็น “โรคติดต่ออันตราย” แต่ยังไม่มีรายงานการระบาดของโรคนี้เกิดขึ้น ความเสี่ยงที่โรคจะกระจายมาถึงไทยมี 2 ช่องทาง
เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศการระบาดของโรคอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และยูกันดา เป็น ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศโดยเกิดจากไวรัสบุนดิบูเกียว (Bundibugyo) แต่ไม่เข้าเกณฑ์ภาวะฉุกเฉินระดับการระบาดใหญ่
โรคอีโบลาปรากฏครั้งแรกในปี 1976 ในสองการระบาดพร้อมกัน ครั้งหนึ่งเป็นการระบาดของไวรัสซูดานในเมืองนซารา ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศซูดานใต้ และอีกครั้งเป็นการระบาดของไวรัสอีโบลาในเมืองยัมบูคู ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก การระบาดครั้งหลังเกิดขึ้นในหมู่บ้านใกล้แม่น้ำอีโบลา จึงเป็นที่มาของชื่อโรคนี้

โรคอีโบลาจัดอยู่ในกลุ่มโรคชนิดเดียวกับ โรคไข้เลือดออก เป็นโรคติดต่อที่มีความรุนแรง หากได้รับเชื้อ อาการอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยพื้นที่การระบาดของโรคนี้พบมากในแถบแอฟริกา ระยะฟักตัว 2-21 วัน
ปัจจุบันมีการระบุ 6 สายพันธุ์ โดย 3 สายพันธุ์เป็นที่ทราบกันว่าก่อให้เกิดการระบาดครั้งใหญ่ หรือระบาดอย่างหนัก คือ
1)ไวรัสซาอีร์/อีโบลา (EBOV)
2)ไวรัสซูดาน (SUDV)
3)ไวรัสบุนดิบูเกียว (BDBV)
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรม และเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ(ไบโอเทค :BIOTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ระบุว่า หากวิเคราะห์จากสถานการณ์การระบาดของโรคอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียว (Bundibugyo)นี้ สาเหตุที่ WHO ต้องยกระดับเป็นภาวะฉุกเฉินระดับนานาชาติ
เป็นเพราะอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียวยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการเหมือนสายพันธุ์อื่น ประกอบกับพื้นที่ระบาดมีความเปราะบางสูง ทั้งจากปัญหาความไม่สงบ วิกฤติด้านมนุษยธรรม และการเคลื่อนย้ายของผู้คนจำนวนมาก ทำให้มีความเสี่ยงสูงมากที่เชื้อจะลุกลามไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน
อีโบลาเทียบ 3 สายพันธุ์ :
ขณะที่ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ม.มหิดล ให้ข้อมูลเปรียบเทียบ 3 สายพันธุ์ของอีโบลา
1)ไวรัสซาอีร์/อีโบลา (EBOV) เคยระบาดใหญ่ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก), กาบอง, สาธารณรัฐคองโก, กินี, ไลบีเรีย และเชียร์ราลีโอน การระบาดใหญ่ที่สุดในแอฟริกาตะวันตก 2013-2016
* อัตราการเสียชีวิตสูงที่สุด โดยประมาณ 66.6% แต่ฮูเคยรายงานโดยรวม 25-90% ขึ้นกับการระบาด และการรักษา
* การติดต่อ ผ่านเลือด สารคัดหลั่ง อาเจียน อุจจาระ ศพ พื้นที่ผิวปนเปื้อน เชื้อเข้าทางเยื่อบุ หรือแผล ไม่แพร่เชื้อก่อนมีอาการ
* อาการสำคัญ ระยะฟักตัว 2-21 วัน ไข้ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ เจ็บคอ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง ผื่น ตับ ไต ผิดปกติ และอาจมีเลือดออก
* การป้องกัน มีวัคซีนที่ได้รับอนุมัติ
* การรักษา มีโมโรคลอแนล(monoclonal)หรือภูมิคุ้มกันบำบัด ที่ได้รับอนุมัติ การรักษาประคับประคองให้น้ำ เกลือแร่ รักษาช็อก และดูแลอวัยวะ
2)ไวรัสซูดาน (SUDV) พบหลักใน ซูดาน/เซาท์ซูดานเดิม และยูกันดา พบครั้งแรกในเซาท์ซูดาน ปี 1976 ส่วนยูกันดาเคยมีการระบาดหลายครั้ง รวมถึงปี 2022 และ 2025
* อัตราการเสียชีวิตรองลงมา โดยประมาณ 41-70%
* การติดต่อ อาการสำคัญ กลไกคล้ายกันกับซาอีร์
* การป้องกัน ยังไม่มีวัคซีนที่อนุมัติใช้อย่างแพร่หลาย
* การรักษา ยังไม่มีการรักษาจำเพาะที่อนุมัติ การรักษาประคับประคองให้น้ำ เกลือแร่ รักษาช็อก และดูแลอวัยวะ
3)ไวรัสบุนดิบูเกียว (BDBV) เดิมพบการระบาดสำคัญในยูกันดา และดีอาร์คองโก ล่าสุดปี 2026 เหตุการณ์ดีอาร์คองโก-ยูกันดาถูกจับตาอย่างมาก
* อัตราการเสียชีวิตต่ำกว่าซาอีร์ และซูดาน แต่ยังรุนแรงโดยประมาณ 30-40%
* การติดต่อ กลไกคล้ายกัน
* อาการสำคัญ เริ่มคล้ายไข้ไวรัสทั่วไป ต่อมามีอาการทางเดินอาหารรุนแรง ขาดน้ำ ช็อก และอวัยวะล้มเหลว
* การป้องกัน ยังไม่มีวัคซีนที่อนุมัติใช้อย่างแพร่หลาย
* การรักษา ยังไม่มีการรักษาจำเพาะที่อนุมัติ การรักษาประคับประคองให้น้ำ เกลือแร่ รักษาช็อก และดูแลอวัยวะ
ไทยจัดอีโบลาเป็นโรคติดต่ออันตราย ซ
สำหรับประเทศไทยกำหนดให้ “โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา” เป็นโรคติดต่ออันตราย ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558
ทั้งนี้ การกระจายของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาอาจมาสู่ประเทศไทยได้ 2 วิธี ได้แก่
1)การแพร่เชื้อผ่านผู้เดินทางเข้า – ออก จากพื้นที่เสี่ยง โดยมีการติดเชื้อ และอยู่ในระยะที่เป็นพาหะได้นำเชื้อเข้ามา
2)การนำเข้าสัตว์ที่อาจเป็นแหล่งรังโรค เช่น ลิงชิมแปนซี และสัตว์ป่าอื่นๆ
ดังนั้น ถ้ากลับจากการเดินทางในประเทศที่มีความเสี่ยง แล้วพบว่ามีไข้สูงทันที อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และเจ็บคอ ควรรีบพบแพทย์ และให้ประวัติการเดินทางในระหว่าง 21 วันก่อนเกิดอาการดังกล่าว เพื่อได้รับการรักษาที่รวดเร็ว ก่อนที่อาการจะทวีความรุนแรง
ขณะที่เจ้าหน้าที่ ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการคัดกรอง นักท่องเที่ยว ผู้เดินทางกลับมาจากประเทศที่มีความเสี่ยง ก็มีการเฝ้าระวังผู้คนที่เดินทางเข้าออกว่ามีอาการที่หน้าสงสัยหรือไม่ และตรวจสอบสัตว์ต่างๆ ที่นำเข้ามาภายในประเทศว่ามีใบอนุญาต หรือนำเข้ามาอย่างถูกกฎหมายหรือไม่
การติดต่อ-อาการอีโบลา :
นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคอีโบลาเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีความรุนแรงสูง ติดต่อผ่านเลือด และสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น เลือด น้ำลาย อาเจียน อุจจาระ หรือสารคัดหลั่งอื่นๆ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง การแพร่เชื้อส่วนใหญ่มักเกิดในครอบครัว บุคลากรทางการแพทย์ หรือผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย และศพผู้เสียชีวิต และไม่ได้แพร่กระจายง่ายทางอากาศแบบโรคหัดหรือโควิด-19
อาการเริ่มต้นของโรคอาจคล้ายไข้ทั่วไป เช่น ไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย คลื่นไส้ อาเจียน และในบางรายอาจมีเลือดออกผิดปกติ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม โรคอาจมีอาการรุนแรง และมีอัตราการเสียชีวิตสูง แต่ด้วยลักษณะของโรคที่ผู้ติดเชื้อมักมีอาการชัดเจน ทำให้สามารถติดตามผู้สัมผัส แยกกัก และควบคุมโรคได้ง่ายกว่าโรคติดเชื้อทางอากาศบางชนิด
ไทยยังไม่มีรายงานการระบาด :
“การรักษาในปัจจุบันยังคงเน้นการดูแลตามอาการ เช่น การให้สารน้ำ ดูแลระบบไหลเวียนโลหิต การรักษาภาวะช็อก และการป้องกันการติดเชื้ออย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมียารักษาจำเพาะบางชนิดที่ช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ โดยเฉพาะในอีโบลาบางสายพันธุ์ รวมถึงมีวัคซีนที่ถูกนำมาใช้ควบคุมการระบาดในต่างประเทศบางพื้นที่แล้ว ส่วนในประเทศไทยปัจจุบันยังไม่มีรายงานการระบาดของโรคนี้” นพ.ณัฐพงศ์ กล่าว
ทั้งนี้ กรมการแพทย์ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเตรียมความพร้อมด้านการดูแลรักษา ระบบห้องแยกโรค อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และความพร้อมด้านห้องปฏิบัติการ เพื่อรองรับหากพบผู้ป่วยสงสัยในอนาคต ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่สร้างความตื่นตระหนก และปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ
อ้างอิง : องค์การอนามัยโลก(WHO) , กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค ,ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ม.มหิดล , รพ.ศิริราชปิยมหาราชการุณย์
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 18 พฤษภาคม 2569

