จาก "คู่แข่ง" สู่เพื่อนคู่ค้า ทำไมไทยกับเวียดนาม หันมาลงเรือลำเดียวกัน
เวียดนามกำลังก้าวจาก "ดาวรุ่งอาเซียน" สู่ "เสือเศรษฐกิจ" ที่โลกจับตา ที่มีศักยภาพทั้งด้านการศึกษา การส่งออก และเป้าหมาย GDP ที่โตถึง 10% โดยภาคเอกชนไทยเตือนว่า หากไทยไม่เร่งปรับเกม เวียดนามอาจแซงไทยเร็วกว่าคาด
ท่ามกลางแรงกดดันนี้ ไทยจึงเริ่มเปลี่ยนจาก ‘คู่แข่ง’ เป็น ‘คู่ค้า’ เดินหน้าเชื่อมห่วงโซ่อุปทานและยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจ เพื่อรับมือการแข่งขันโลกยุคใหม่ร่วมกัน
✅ สนั่น อังอุบลกุล นายกสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม และประธานอาวุโสหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH เดิมทั้งสองประเทศตั้งเป้ามูลค่าการค้าทวิภาคีไว้ที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2570 ซึ่งปัจจุบันถือว่าใกล้บรรลุเป้าหมายแล้ว

อย่างไรก็ตาม อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศระหว่างการหารือร่วมกันว่า ไทยและเวียดนามต้องการยกระดับมูลค่าการค้าระหว่างกันสู่ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใน 5 ปีข้างหน้า
จุดท้าทายสำคัญคือความไม่สมดุลด้านการลงทุนที่ผ่านมา เพราะส่วนใหญ่ที่ผ่านมา กลุ่มทุนไทยจะขยายการลงทุนเข้าไปในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาคอุตสาหกรรม พลังงาน และนิคมอุตสาหกรรม แต่เม็ดเงินลงทุนจากเวียดนามที่ไหลเข้าสู่ไทยกลับยังมีสัดส่วนค่อนข้างต่ำ
“เป้าหมาย 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากความร่วมมือยังเดินเพียงทางเดียว เวียดนามต้องเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น เพื่อสร้างผลผลิตและห่วงโซ่อุปทานการส่งออกร่วมกัน” สนั่นกล่าว
✅ ทุนเวียดนามสนใจ Hospitality Medical ในไทย :
เมื่อถามว่า ณ วันนี้ นักลงทุนเวียดนามสนใจลงทุนธุรกิจอะไรในไทย สนั่น ระบุว่า หนึ่งในอุตสาหกรรมที่เวียดนามสนใจเข้ามาเรียนรู้มากที่สุดคือ ‘ธุรกิจบริการ’ และโรงแรม หรือ Hospitality ซึ่งไทยมีความเชี่ยวชาญระดับโลก และอาจกลายเป็นพื้นที่ความร่วมมือใหม่ระหว่างสองประเทศในอนาคต ซึ่งล่าสุด Vietnam airlines เปิดเส้นทางใหม่ ภูเก็ต-โฮจิมินห์ เพื่อขยายการท่องเที่ยวระหว่างกัน
การร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ครั้งนี้ จะต่อยอดจุดแข็งของไทยด้านเครือข่ายการบินและสินค้าการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ ซึ่งจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป จำนวน 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์
ดังนั้น ภาคเอกชนไทยยังเสนอ ‘พิมพ์เขียว ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ 3 ด้าน เพื่อเปลี่ยนความสัมพันธ์จากการแข่งขัน มาเป็นการผนึกจุดแข็งร่วมกันสู้ตลาดโลก

✅ เวียดนามไร้หนี้ครัวเรือน เก่งด้านชิป-เกษตรกรรม :
ด้านแรกคือ Connect Supply Chain หรือการเชื่อมห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ซึ่งเวียดนามมีจุดแข็งด้านต้นทุนและผลผลิตต่อไร่ ขณะที่ไทยเชี่ยวชาญเทคโนโลยีการแปรรูปอาหารและการสร้างมูลค่าเพิ่ม หากผสานกันได้ จะยกระดับศักยภาพการส่งออกอาหารของภูมิภาคทันที
ด้านที่สองคือ Connect Digital & Social การเชื่อมโยงเทคโนโลยีและสังคม การศึกษา เช่น เวียดนามเก่งเรื่องเซมิคอนดักเตอร์
“วันนี้ก็ต้องยอมรับว่าเวียดนามกำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็วด้านดิจิทัลและบุคลากรรุ่นใหม่ จึงมีการเสนอความร่วมมือด้าน Soft Power เช่น การผลิตภาพยนตร์ ที่ใช้เทคโนโลยีและกราฟิกจากเวียดนาม ผสานกับประสบการณ์การผลิตและโลเคชันของไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล”
ส่วนด้านสุดท้ายคือ Connect Sustainability หรือความร่วมมือด้านความยั่งยืน ผ่านการพัฒนา Green Energy และเป้าหมาย Net Zero เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่อย่าง Data Center
โดยเสนอให้ทั้งสองประเทศแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านพลังงานสะอาดและพลังงานชีวภาพ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก
นอกจากนี้ สนั่นยังมองเห็น ‘โอกาสทอง’ ของไทยในฐานะ Medical Hub ของภูมิภาค โดยจากที่ได้คุยกับเพื่อนๆธุรกิจของเวียดนามส่วนใหญ่ มองว่า เวียดนามมีประชากรกว่า 100 ล้านคน แต่ระบบสาธารณสุขและมาตรฐาน โรงพยาบาลยังตามหลังไทย ขณะที่ข้อจำกัดทางกฎหมายของเวียดนาม ยังทำให้โรงพยาบาลต่างชาติเข้าไปดำเนินธุรกิจได้ยาก
“ไทยมีแพทย์ที่มีศักยภาพ โรงพยาบาลได้มาตรฐานสากล หากดึงผู้ป่วยเวียดนามที่มีกำลังซื้อเข้ามารักษาในไทยได้ จะกลายเป็นรายได้มหาศาลของประเทศ” เขากล่าว
สนั่นเตือนว่า ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากเวียดนามมากขึ้น
แม้ปัจจุบัน GDP ไทยจะยังอยู่ที่ประมาณ 5.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าเวียดนามที่ราว 5.14 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ช่องว่างดังกล่าวกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะภาคส่งออกที่เวียดนามมียอดส่งออกสูงถึง 4.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่ไทยยังอยู่ราว 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น อีกทั้งไทยยังเผชิญปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับสูง ต่างจากเวียดนามที่มีภาระหนี้ต่ำกว่าและยังมีกำลังซื้อภายในประเทศสูง ที่สำคัญคือนโยบายรัฐด้านการปฏิรูปประเทศชัดเจนของ โต เลิม ที่มุ่งปราบคอร์รัปชัน ปรับ ยุบกระทรวง ลดข้าราชการ เพื่อความคล่องตัว
“หากไทยไม่เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและกฎหมายให้เอื้อต่อการลงทุนเหมือนเวียดนาม ในอนาคตอันใกล้ GDP ของเวียดนามอาจแซงไทยได้” สนั่นกล่าว ทิ้งท้าย
✅ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต :
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ ว่า ปีนี้เป็นปีที่พิเศษสำหรับประเทศไทย และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เนื่องจากเป็นวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม
โดยตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ได้เติบโตจากมิตรภาพไปสู่ความเป็น ‘หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์’ ซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่ออนาคตของประชาชน ของประเทศ และของภูมิภาค
ปัจจุบันประเทศเวียดนามและไทย มีบทบาทสำคัญในอาเซียน และภูมิภาคอาเซียนซึ่งกลายเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงที่สุดในโลกในทุกๆ มิติ ในการประชุม ASEAN Summit และซึ่งได้มีการพูดคุยกันในธีม ‘Navigating our future together’
“หมายความว่าเราให้ความสำคัญกับการกำหนดอนาคตของประเทศเราทั้งสอง ซึ่งในกลุ่มผู้นำอาเซียน มีการหารือกันหลายเรื่อง ทั้งพลังงานและอาหาร การรับมือกับผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง”
ด้วยการเชื่อมโยง Supply Chain ในภูมิภาค และการเร่งเสริมความพร้อมสำหรับโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ จากความร่วมมือในระดับภูมิภาค หลายประเทศคงจะหาทางไปต่อยอดในระดับทวิภาคีด้วยกัน ประเทศไทยและเวียดนามถือเป็นสองประเทศในอาเซียนที่มีพลังทางเศรษฐกิจที่สูงมาก
“พลังเหล่านี้มาจากความเชื่อมั่นของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการ นักธุรกิจ ผู้นำทางด้านภาคอุตสาหกรรม ด้านการเงิน ที่ทรงพลังยิ่งของทั้งสองประเทศ เราจะสามารถส่งเสริมการเกื้อกูลกันได้เป็นอย่างดี”
✅ ไทย ‘คู่ค้า’ อันดับหนึ่งเวียดนาม :
อนุทิน ย้ำว่า ไทยถือเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเวียดนามในอาเซียน ในขณะที่เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับสองของไทยในอาเซียน มีมูลค่าการค้าระหว่างกันอยู่ที่ประมาณ 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยมีเป้าหมายระยะสั้นที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในอนาคตเราควรร่วมกันผลักดันให้เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
“วันนี้ประเทศไทยมีการลงทุนในเวียดนามเป็นจำนวนมาก จึงอยากเห็นภาคธุรกิจเวียดนามเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นเช่นกัน เพราะเศรษฐกิจของไทยและเวียดนามมีขนาดใกล้เคียงกัน เราไม่ใช่คู่แข่งแต่คือคู่ค้าและหุ้นส่วนที่จะเติบโตไปด้วยกัน”
ความใกล้ชิดระหว่างคนเวียดนามและไทยมีมานานแล้ว แต่เชื่อว่าด้วยบารมีของท่านประธานาธิบดีและความตั้งใจที่จะทำให้ภูมิภาคอาเซียนมีความเข้มแข็ง วันหนึ่งเราก็จะทำให้ประเทศเวียด นามและประเทศไทยมีบทบาทที่สำคัญต่ออาเซียน ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญมาก โครงสร้างเศรษฐกิจของเรานี้ก็จะเกื้อกูลกัน เวียดนามเติบโต ไทยก็จะเติบโตไปด้วยกัน

✅ ปลุก New Engines Growth ภูมิภาค :
นอกจากนี้ ปัจจุบันทั้งสองประเทศกำลังเร่งสร้าง New Engines of Growth หรือเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่เติบโต มีทั้งโอกาสใหม่ๆ ที่เป็นเศรษฐกิจดิจิทัล, AI, เซมิคอนดักเตอร์, รถยนต์ไฟฟ้า, อุตสาหกรรมสีเขียว, อาหารแห่งอนาคต, พลังงานสะอาด, เศรษฐกิจสุขภาพ และนิคมอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศได้ร่วมกันเป็นสักขีพยาน ในการลงนามแผนปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านของไทยและเวียดนาม แนวคิด ‘Three Connects’ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น และการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืน
✅ มองไทยผ่านสายตา ‘โต เลิม’ :
โต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กล่าวว่า ในโลกปัจจุบัน ‘ไม่มีประเทศใดสามารถเติบโตได้อย่างโดดเดี่ยว’
“ไทยและเวียดนามจำเป็นต้องเดินไปด้วยกัน เพื่อร่วมกันสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน”
เวียดนามมีประชากรกว่า 100 ล้านคน และกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในฐานะฐานการผลิตและอุตสาหกรรมสำคัญของภูมิภาค
ขณะที่ประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งยานยนต์ อาหาร พลังงาน การค้า และบริการ รวมถึงมีภาคเอกชนที่เข้มแข็งและมีศักยภาพสูง
ดังนั้น ไทยและเวียดนามจึงสามารถผสานจุดแข็งของทั้งสองประเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน เชื่อมโยงฐานการผลิต และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตและการส่งออกที่สำคัญของภูมิภาค เพื่อประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศและอาเซียนโดยรวม
ที่มา the standard
วันที่ 29 พฤษภาคม 2569

