จีนใช้ Cross-border E-commerce บุกอาเซียน พาณิชย์ แนะไทยใช้ทางเดียวกันเจาะจีน
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศชี้จีนเร่งใช้ช่องทางอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนขยายส่งออกสู่อาเซียน โดยเฉพาะไทยและเวียดนาม แนะผู้ประกอบการไทยใช้ช่องทางเดียวกันทดสอบตลาด-ขายสินค้าเข้าถึงผู้บริโภคจีนได้เร็วขึ้น แต่ต้องศึกษากฎระเบียบ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และข้อบังคับให้รอบคอบ ลดความเสี่ยงธุรกิจระยะยาว
นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ล่าสุด กรมได้รับรายงานจากนางสาวสายพร ใบบริบาลกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน เกี่ยวกับตลาดอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน หรือ Cross-border E-commerce ซึ่งจีนใช้เป็นช่องทางขยายการส่งออกสินค้าไปยังอาเซียน และถือเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะใช้ช่องทางเดียวกันในการขยายตลาดสินค้าไทยเข้าสู่จีน
รายงานของทูตพาณิชย์ระบุว่า อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนเป็นรูปแบบการค้าในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ที่อาศัยแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตอำนวยความสะดวกด้านการซื้อขายสินค้า การชำระเงิน และการจัดส่งผ่านระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ โดยจีนใช้ช่องทางนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายตลาดสินค้าไปต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดอาเซียน
ในปี 2568 จีนมีผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนมากกว่า 180,000 ราย มีนิคมอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนที่จดทะเบียนแล้วมากกว่า 1,600 แห่งทั่วประเทศ และมีเขตนำร่องอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนแบบครบวงจร หรือ Cross-border E-commerce Comprehensive Pilot Zones จำนวน 181 แห่ง ครอบคลุมเมืองสำคัญ เช่น เซี่ยงไฮ้ หางโจว อู่ฮั่น ฉงชิ่ง เฉิงตู รวมถึงมณฑลเหลียวหนิงและจี๋หลิน
สำหรับการรุกตลาดอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนของจีน เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันด้านการค้าจากยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้จีนต้องเร่งปรับโครงสร้างการส่งออก เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ผ่านห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นและครบวงจร
จีนจึงหันมาเจาะตลาดอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะไทย เวียดนาม และประเทศอาเซียนอื่น ๆ ส่งผลให้จีนยังเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอาเซียนติดต่อกัน 17 ปี และอาเซียนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีนติดต่อกัน 6 ปี
ด้านสินค้าส่งออกผ่านอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนของจีน ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภค คิดเป็นสัดส่วน 97.8% ของการส่งออกผ่านช่องทางนี้ ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมมีสัดส่วน 2.2% โดยสินค้าส่งออก 3 อันดับแรกในปี 2568 ได้แก่ เครื่องแต่งกาย รองเท้า และเครื่องประดับ สัดส่วน 32% อุปกรณ์ดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ 28% และเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ครัว และอุปกรณ์ห้องน้ำ 18%
นางสาวสุนันทากล่าวว่า ปัจจุบันการทำธุรกิจผ่านอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนกลายเป็นส่วนสำคัญของการขยายธุรกิจจีนเข้าสู่ตลาดอาเซียน และในทางกลับกัน สินค้าไทยก็สามารถใช้ช่องทางนี้เข้าถึงตลาดจีนได้ง่ายและรวดเร็วเช่นกัน
ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ช่องทางดังกล่าวในการทดสอบตลาด ประเมินความนิยมของสินค้า และติดตามแนวโน้มผู้บริโภค ก่อนตัดสินใจลงทุนหรือขยายการจำหน่ายในปริมาณมาก ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคจีนได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนจะมีข้อดีด้านการเข้าถึงตลาด แต่ผู้ประกอบการไทยต้องให้ความสำคัญกับข้อกำหนดทางกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ โดยเฉพาะการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สินค้าเข้าสู่ตลาดจีนได้โดยไม่ติดขัด และลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจระยะยาว
ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 8-10 มิถุนายน 2569 จะมีการจัดงาน International Conference on E-commerce and Internet Engineering (ICEIE) ณ Xiamen International Convention and Exhibition Center เมืองเซี่ยเหมิน โดยภายในงานจะนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการค้าข้ามพรมแดน ทั้งระบบชำระเงินออนไลน์ โลจิสติกส์ข้ามประเทศ และการตลาดดิจิทัล ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทักษะและความเข้าใจในการทำธุรกิจข้ามพรมแดนในยุคดิจิทัล
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 1 มิถุนายน 2569

