ตลาดหุ้น ‘เกาหลีใต้-เวียดนาม’ ลุ้นถูกอัปเกรดสถานะโดย MSCI สิ้นเดือนนี้ จับตาจุดเปลี่ยนเอเชีย
บรรดานักลงทุนกำลังเฝ้ารอการทบทวนการจัดหมวดหมู่ตลาดประจำปีของ MSCI ในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้จัดทำดัชนีจะตัดสินใจว่า เกาหลีใต้ เวียดนาม และตลาดอื่นๆ จะได้เปลี่ยนแปลงสถานะหรือไม่ โดยกลุ่มธุรกิจในเกาหลีใต้คาดหวังอย่างมากที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้จะได้รับการเลื่อนสถานะเป็นตลาดพัฒนาแล้ว (DM) หลังดัชนี Kospi พุ่งแรงในปีนี้
ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ กลายเป็นดัชนีอ้างอิงที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในโลกในปีนี้ โดยพุ่งขึ้นมากกว่า 90% เนื่องจากนักลงทุนแห่เข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้การพุ่งทะยานในครั้งนี้ก็ทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่มีความผันผวนมากที่สุดในโลกเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม การพุ่งทะยานรอบนี้ทำให้เกาหลีใต้ถูกจับตาว่า จะได้รับการบรรจุเข้าในรายชื่อกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามอง (Watchlist) สำหรับสถานะตลาดพัฒนาแล้ว (DM) ในที่สุดหรือไม่ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกไปสู่การยกระดับสถานะในท้ายที่สุด
โดยนักลงทุนและนักกลยุทธ์ส่วนใหญ่จากทั้งหมด 15 คนที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) คาดการณ์ว่า MSCI จะยังคงจัดให้เกาหลีใต้อยู่ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ต่อไปในปัจจุบัน โดยให้เหตุผลว่ามาตรการปฏิรูปเมื่อเร็วๆ นี้ยังต้องการเวลามากกว่านี้เพื่อพิสูจน์ความยั่งยืน อย่างไรก็ตาม มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่กังขาในทิศทางของการเปลี่ยนแปลงนี้
ขณะที่ ยอง แจ ลี ผู้จัดการฝ่ายการลงทุนอาวุโสของ Pictet Asset Management กล่าว “เกาหลีใต้จะกลายเป็นตลาดพัฒนา (DM) แล้วอย่างน้อยภายใน 2-3 ปีข้างหน้า นั่นคือสมมติฐานหลักของผม”
เกาหลีใต้ถือเป็นสมาชิกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองในดัชนีตลาดเกิดใหม่ของ MSCI (MSCI Emerging Markets Index) ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เริ่มกลายเป็นสิ่งสะท้อนภาพการซื้อขายหุ้นกลุ่ม AI ระดับโลกอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยบริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ (Samsung Electronics Co.) และบริษัท เอสเค ไฮนิกส์ (SK Hynix Inc.) มีสัดส่วนน้ำหนักรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของน้ำหนักในดัชนี Kospi
เมื่อพิจารณาจากเกณฑ์ชี้วัดแบบดั้งเดิมส่วนใหญ่ เกาหลีใต้มีลักษณะเหมือนตลาดพัฒนาแล้วอยู่แล้ว โดยมูลค่าตลาดหุ้นของประเทศเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าในปีที่ผ่านมา สู่ระดับประมาณ 4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้าอินเดียขึ้นมาเป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลกชั่วคราว
นอกจากนี้ บริษัทต่างๆ ของเกาหลีใต้ยังมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ทั้งในด้านเซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี่ และการผลิต
เปิดปมปัญหาที่อาจขัดขวางเกาหลีใต้ :
ขณะที่ เชตัน เซธ นักยุทธศาสตร์ด้านหุ้นเอเชียของ Nomura Holdings Inc. ในสิงคโปร์ กล่าวว่า การที่ประเทศที่มีบทบาทและอิทธิพลสูงมากอย่างเกาหลีใต้จะเปลี่ยนการจัดหมวดหมู่นั้น ถือเป็นเรื่องที่ “ไม่เคยมีมาก่อน”
“ในช่วงที่ผ่านมา ไม่มีประเทศอื่นใดที่มีสัดส่วนน้ำหนักมหาศาลในดัชนีปัจจุบันเหมือนเกาหลีใต้ ที่จะย้ายจากหมวดหมู่ตลาดหนึ่งไปยังอีกหมวดหมู่หนึ่ง” เซธกล่าว
ทั้งนี้ ปัจจุบัน เกาหลีใต้ครองสัดส่วนน้ำหนัก 23% ในดัชนีตลาดเกิดใหม่ของ MSCI เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว กรีซและอิสราเอล ซึ่งเป็นสองประเทศล่าสุดที่ได้รับการปรับสถานะเป็นตลาดพัฒนาแล้ว มีขนาดเศรษฐกิจและน้ำหนักในดัชนีที่เล็กกว่ามากเมื่อครั้งที่ได้รับการเลื่อนสถานะ
นอกจากนี้ อีกประเด็นที่เป็นปัญหามาโดยตลอดคือเรื่อง ‘ความสามารถในการเข้าถึงตลาดของนักลงทุนต่างชาติ’
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ MSCI ได้ถอดเกาหลีใต้ออกจากรายชื่อกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามองสำหรับตลาดพัฒนาแล้วในปี 2014 โดยอ้างถึงข้อจำกัดในการซื้อขายเงินตราต่างประเทศและปัญหาการเข้าถึงตลาดอื่นๆ และเมื่อปีที่แล้ว ผู้จัดทำดัชนีได้ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องในการปฏิรูปอัตราแลกเปลี่ยนและภาระผูกพันในการปฏิบัติตามกฎระเบียบอีกครั้ง
นับตั้งแต่นั้นมา เกาหลีใต้ได้กลับมาเปิดให้ทำธุรกรรมขายชอร์ต (Short Selling) อีกครั้ง และกำลังเตรียมขยายเวลาการซื้อขายเงินวอนในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งเป็นการปฏิรูปสองประการที่นักลงทุนระดับโลกเรียกร้องมานาน
นอกจากนี้ ประธานาธิบดี อี แจ มยอง ยังได้กำหนดให้การปฏิรูปตลาดทุนเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่ต้องให้ความสำคัญเร่งด่วนอีกด้วย
อี้ ผิง เหลียว ผู้จัดการกองทุนของ Templeton Global Investments กล่าวว่า “มีโอกาสสูงขึ้นอย่างแน่นอนที่จะได้รับการบรรจุในดัชนีตลาดพัฒนาแล้ว (DM) เพียงเพราะรัฐบาลชุดนี้ได้กำหนดเป็นนโยบายที่จะผลักดันการเปลี่ยนผ่านจากตลาดเกิดใหม่ (EM) ไปสู่ตลาดพัฒนาแล้ว”
การได้รับการยกระดับจ่อดูดเงินได้กว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ :
การได้รับการยกระดับโดย MSCI จะนำมาซึ่งประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม โดย BNP Paribas Securities ประเมินว่าอาจดึงดูดเม็ดเงินไหลเข้าได้ราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐจากการที่กองทุนที่ลงทุนตามดัชนี (Benchmark-tracking funds) ทำการปรับสมดุลพอร์ตการลงทุน
นอกจากนี้ ยังอาจช่วยลดช่องว่างราคาที่เรียกว่า “Korea Discount” ซึ่งเป็นส่วนต่างของมูลค่าหุ้นที่ทำให้หุ้นเกาหลีใต้มีราคาต่ำกว่าหุ้นในกลุ่มประเทศตลาดพัฒนาแล้วมาเป็นเวลานาน
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การเปลี่ยนกรอบความคิดของนักลงทุนจะช่วยสร้างความมั่นคงและลดความผันผวนลงได้ โดยนักลงทุนในตลาดพัฒนาแล้วมักจะมีวิสัยทัศน์การลงทุนในระยะยาวที่ยาวกว่า โดยมุ่งเน้นไปที่ความยั่งยืนของบริษัท การกำกับดูแลกิจการ และผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น มากกว่าการเติบโตในระยะสั้น ตามข้อมูลจาก คีรอน พุน (Kieron Poon) ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนหุ้นเอเชียของ Aberdeen Investments
“ดังนั้น การจัดหมวดหมู่ใหม่จึงสามารถช่วยยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการในเกาหลีใต้ และช่วยลดความผันผวนของตลาดได้ในระยะยาว” พุนกล่าวเสริม
เวียดนามก็หวังเลื่อนขั้นโดย MSCI รอบนี้ :
ภายหลังได้รับการเลื่อนชั้นโดย FTSE Russell ที่ประกาศยกระดับสถานะตลาดหุ้นเวียดนาม ขึ้นเป็น Emerging Market จากตลาดชายขอบ (Frontier Market) อย่างเป็นทางการ โดยมีผลวันที่ 21 กันยายน 2026 นี้ ซึ่งจะมีหุ้นเวียดนามประมาณ 30 ตัวถูกเพิ่มเข้าไปในดัชนีอ้างอิงหลัก ทำให้เวียดนามหวังจะเข้าไปอยู่ในรายชื่อเฝ้าดู (Watch List) ของ MSCI ซึ่งนับเป็นขั้นตอนสำคัญในการดึงดูดกระแสเงินทุนต่างประเทศจำนวนมหาศาลเข้าสู่ตลาดทุนของประเทศ
ก่อนหน้านี้ ผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์และนักวิเคราะห์ตลาดหลายรายคาดการณ์ว่า เวียดนามมีโอกาสสูงที่จะได้รับการเพิ่มชื่อเข้าในรายชื่อเฝ้าดูเพื่อยกระดับของ MSCI อย่างเร็วที่สุดภายในเดือนมิถุนายนปีนี้
โดยเจือง กวาง บิ่ญ (Truong Quang Binh) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยลูกค้าบุคคลของบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า เวียดนาม (Yuanta Securities Vietnam) กล่าวว่า การจัดประเภทตลาดใหม่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดึงดูดกระแสเงินทุนต่างประเทศเข้าสู่ตลาดทุนของเวียดนาม
“ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติยังคงเป็นผู้ขายสุทธิ นอกเหนือจากความผันผวนของตลาดโลกแล้ว ตลาดหุ้นเวียดนามกำลังเข้าสู่ช่วงก่อนการยกระดับ (Pre-upgrade Phase) ส่งผลให้กองทุนที่เน้นลงทุนในตลาดชายขอบ (Frontier Market) บางแห่งเริ่มทยอยถอนเงินทุนออกไป อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลกระทบเชิงบวกจะกลับมาในไม่ช้า” เจือง กวาง บิ่ญ ระบุ
เจือง กวาง บิ่ญ ได้อธิบายถึงความสำคัญของการยกระดับโดย MSCI ว่า เนื่องจากจำนวนกองทุนรวมที่ใช้ดัชนี MSCI เป็นเกณฑ์มาตรฐานมีมากกว่ากองทุนที่ติดตามดัชนี FTSE อย่างมหาศาล กระแสเงินทุนที่จะไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเวียดนามจึงอาจมีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยการนำระบบสำนักหักบัญชีกลาง (CCP) มาใช้ในปี 2027 จะเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการดังกล่าว
ณ เดือนพฤษภาคม 2026 เวียดนามได้ผ่านเกณฑ์ของ MSCI แล้ว 10 ข้อจากทั้งหมด 18 ข้อ และใกล้ที่จะบรรลุข้อกำหนดเชิงคุณภาพ 17 ข้อจาก 18 ข้อ ซึ่งจำเป็นสำหรับการได้รับการบรรจุเข้าในรายชื่อเฝ้าดู อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเกิดการยกระดับจริง ตลาดจะต้องผ่านช่วงเวลาการอยู่ในรายชื่อเฝ้าดูก่อนเป็นเวลาประมาณ 2 ถึง 3 ปี
อย่างไรก็ตาม เจือง กวาง บิ่ญ เน้นย้ำว่า อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Sovereign Credit Rating) ของเวียดนามยังคงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยวิกฤต โดยการได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือในอนาคต อาจช่วยผลักดันให้ประเทศก้าวเข้าสู่กลุ่ม ‘ระดับน่าลงทุน’ (Investment Grade) ซึ่งจะช่วยเปิดประตูต้อนรับกระแสเงินทุนจำนวนมหาศาลเข้าสู่ตลาดทุนของประเทศได้ในที่สุด
ที่มา the standard
วันที่ 14 มิถุนายน 2569

