'ดาต้าเซ็นเตอร์' ระเบิดเวลาลูกใหม่ของเมืองใหญ่ เมื่อ AI กำลังสูบพลังงาน-แย่งน้ำดื่มของมนุษย์
KEY POINTS :
* การเติบโตของ AI ทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำปริมาณมหาศาล จนกลายเป็นวิกฤตแย่งชิงทรัพยากรในเมืองใหญ่ทั่วโลก
* กลุ่มเมืองใหญ่ C40 ได้ร่วมกันจัดทำข้อตกลง "Global Urban Data Centres Pact" เพื่อสร้างกรอบกติกาควบคุมการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ที่ส่งผลกระทบต่อสาธารณูปโภค
* ข้อตกลงใหม่เรียกร้องให้ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้พลังงานหมุนเวียน 100%, มีระบบระบายความร้อนที่ไม่แย่งน้ำสะอาดจากประชาชน และตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมตามหลักผังเมือง
* ประเทศไทยเป็นเป้าหมายการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ จึงต้องทบทวนความคุ้มค่าระหว่างเม็ดเงินลงทุนกับผลกระทบต่อทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำของประเทศ
วิกฤติเงียบเบื้องหลังความอัจฉริยะของระบบคลาวด์และ AI เมื่อสมาพันธ์เมืองใหญ่อย่าง C40 ต้องจับมือประกาศปฏิญญาคุมกำเนิดดาต้าเซ็นเตอร์ไร้ระเบียบ ก่อนที่มหานครทั่วโลกจะเผชิญภาวะ "ไฟดับ-น้ำหมดเมือง" จากการเติบโตที่ตักตวงทรัพยากรไวเกินไปถึง 100 ปี
สปอตไลท์ความเจริญของโลกเทคโนโลยีฟากหนึ่งอาจเป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่แสนชาญฉลาด แต่อีกฟากหนึ่ง มันกำลังกลายเป็น "ปีศาจกลืนกินทรัพยากร" ของเมืองใหญ่ทั่วโลก
ล่าสุดในการประชุมสัปดาห์ปฏิบัติการสภาพภูมิอากาศแห่งลอนดอน (London Climate Action Week) บรรดาผู้นำเมืองใหญ่ทั่วโลกจึงได้ร่วมกันเปิดตัว "ข้อตกลงศูนย์ข้อมูลเมืองระดับโลก" (Global Urban Data Centres Pact) เพื่อดัดหลังกลุ่มทุนเทคโนโลยีที่กำลังขยายศูนย์จัดเก็บข้อมูล (Data Centre) อย่างบ้าคลั่งจนระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานของเมืองแทบพังทลาย
✅ เมื่อ "คลาวด์" ไม่ได้เบาบาง วิกฤติแย่งน้ำ-แย่งไฟ ที่ลามไปทั่วโลก :
บทสัมภาษณ์พิเศษของ Reuters อย่างแกนนำในการขับเคลื่อนครั้งนี้อย่าง เมลเบิร์น (ออสเตรเลีย) และ ฟีนิกซ์ (สหรัฐฯ) ได้สะท้อนภาพจริงที่น่ากลัวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ใช่แค่ตู้เซิร์ฟเวอร์เงียบๆ แต่มันคือเครื่องจักรยักษ์ที่สูบพลังงานมหาศาลตลอด 24 ชั่วโมง
นิโคลัส รีซ นายกเทศมนตรีเมลเบิร์น ออสเตรเลีย เปรียบเทียบว่านี่คือสิ่งกระทบระบบไฟฟ้าที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่มี "แอร์คอนดิชันเนอร์" ในทศวรรษ 1950 แต่ความต่างคือ รอบนี้มันไม่ได้ใช้เวลาโตเป็นสิบปีเหมือนแอร์ มันโตในเวลาแค่ไม่กี่ปี คาดว่าภายในปี 2040 ดาต้าเซ็นเตอร์จะเขมือบไฟไปถึง 20% ของทั้งเมือง และสูบน้ำดื่มของประชาชนไปถึง 20,000 ล้านลิตรต่อปี (คิดเป็น 4% ของน้ำดื่มทั้งเมือง) เพียงเพื่อเอาไปใช้ระบายความร้อนให้คอมพิวเตอร์
เคต กัลเลโก นายกเทศมนตรีหญิงฟีนิกซ์ สหรัฐฯ ระบุว่าขีดความต้องการไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งที่สร้างแล้วและกำลังจะสร้างรวม 225 แห่ง กำลังทำให้การไฟฟ้าท้องถิ่นต้องเจอการเติบโตของดีมานด์ในเวลาไม่กี่ปี ซึ่งเทียบเท่ากับการเติบโตตลอด 100 ปีที่ผ่านมารวมกัน จนเริ่มเกิดการประท้วงจากชาวบ้านในพื้นที่เรื่องมลพิษทางเสียงและการรุกล้ำชุมชน
ความน่ากลัวคือ หลายเมืองทั่วโลกกำลังตกหลุมพราง "สงครามแย่งชิงเม็ดเงินลงทุน (Race to the bottom)" แข่งกันลดหย่อนเกณฑ์สิ่งแวดล้อมเพื่อดึงดูดทุนบิ๊กเทค จนลืมคิดไปว่ากำลังเอาทรัพยากรของประชาชนไปแลก
"ผู้อยู่อาศัยในเมืองมีสิทธิ์เต็มที่ในการเรียกร้องให้การเติบโตของเทคโนโลยีนี้ ต้องเป็นไปอย่างรับผิดชอบ ไม่ใช่โตบนความเดือดร้อนของชุมชน" ซาดิก ข่าน ผู้ว่าราชการกรุงลอนดอน กล่าวเสริม
✅ วิกฤตินี้และแนวทางที่กลุ่ม C40 Cities กำลังพยายามแก้ไข :
(ซึ่งมีเมืองสมาชิกอย่าง บาร์เซโลนา, เชนไน และบอยซี ร่วมลงนาม) และนี่คือข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ดาต้าเซ็นเตอร์ในปัจจุบัน
✅(1)รอยเท้าคาร์บอนที่ใหญ่กว่าสายการบิน
ข้อมูลจาก World Economic Forum (WEF) ระบุว่า ปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็น 2.5% - 3.7% ของการปล่อยก๊าซทั้งหมด ซึ่งแซงหน้าอุตสาหกรรมการบินไปแล้ว (Aviation อยู่ที่ประมาณ 2.5%) หากไม่มีกฎเกณฑ์ควบคุม ตัวเลขนี้จะพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดตามความนิยมของ Generative AI ที่ต้องใช้พลังงานในการประมวลผลมากกว่าการค้นหาข้อมูลแบบเดิมถึง 10 เท่า
✅(2)บริบทที่ต่างกัน เมืองหนาว VS เมืองร้อน
ข้อตกลงนี้ระบุชัดเจนว่า กฎเกณฑ์จะต้อง "ยืดหยุ่นตามสภาพภูมิศาสตร์"
* กลุ่มเมืองหนาว (เช่น ไอซ์แลนด์ หรือ ยุโรปเหนือ): ได้เปรียบเรื่องการใช้อากาศธรรมชาติในการระบายความร้อน (Free Cooling) ความท้าทายจึงไม่ใช่เรื่องน้ำ แต่เป็นเรื่องการจัดการ "พลังงานความร้อนส่วนเกิน" (Waste Heat) ซึ่งในข้อตกลงใหม่นี้จะบังคับให้ส่งต่อความร้อนนี้เข้าสู่ระบบทำความร้อนของเมือง (District Heating) เพื่อให้ความอบอุ่นแก่บ้านเรือนประชาชนฟรีๆ
* กลุ่มเมืองร้อน (เช่น มะนิลา, เชนไน รวมถึง กรุงเทพฯ): เผชิญความเสี่ยงขั้นวิกฤติ เพราะอากาศที่ร้อนชื้นทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ "น้ำ" และ "ระบบปรับอากาศ" มหาศาลในการหล่อเย็น ซึ่งเสี่ยงต่อการแย่งชิงน้ำประปาของภาคประชาชนในช่วงภัยแล้ง
✅(3)ดาต้าเซ็นเตอร์ยุคใหม่ต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง?
ข้อตกลงร่วม (Pact) ฉบับใหม่นี้ ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อ "แบน" ดาต้าเซ็นเตอร์ แต่เป็นการสร้างกรอบกติกาใหม่ในการออกใบอนุญาตผังเมืองและการต่อรองกับบริษัทเทคโนโลยี โดยเน้น 3 แกนหลัก
มิติการควบคุมแนวทางปฏิบัติขั้นต่ำที่เมืองใหญ่เรียกร้อง
1)พลังงาน (Energy) ต้องใช้พลังงานหมุนเวียน 100% (Clean Energy) และมีระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Storage) ที่ปลอดภัย ไม่เสี่ยงระเบิดในชุมชน
2)ทรัพยากรน้ำ (Water) ต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบระบายความร้อนแบบปิด (Closed-loop cooling) หรือสารเหลวที่ไม่แย่งน้ำสะอาดจากระบบประปาเมือง
3)ผังเมือง (Urban Integration) ห้ามตั้งใกล้ชุมชนจนเกิดมลพิษทางเสียงจากพัดลมระบายความร้อน และต้องตั้งอยู่ในจุดที่สายส่งไฟของเมืองสามารถรองรับได้โดยไม่ทำไฟดับทั้งเมือง
✅ กลับมาที่ "ประเทศไทย" :
เทรนด์นี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทยมองข้ามไม่ได้ เนื่องจากปัจจุบันไทยกำลังเนื้อหอมและเป็นเป้าหมายหลักในการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ Hyper-scale จากบิ๊กเทคระดับโลก (เช่น Microsoft และ Google) การเกิดขึ้นของ Global Urban Data Centres Pact
จึงเป็นเสมือน "คู่มือเตือนภัย" ให้กรุงเทพฯและรัฐบาลไทย หันกลับมาทบทวนว่า เม็ดเงินลงทุนหลายหมื่นล้านที่ได้มา คุ้มค่าหรือไม่กับปริมาณไฟฟ้าและน้ำสะอาดที่เมืองต้องสูญเสียไป และเรามีกฎหมายผังเมืองที่เข้มข้นพอที่จะป้องกันไม่ให้เกิด "สงครามแย่งชิงทรัพยากร" ระหว่างทุนเทคโนโลยีกับประชาชนแล้วหรือยัง
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 23 มิถุนายน 2569

