สัญญาณ ‘เรือชิปอับปาง’ ? หุ้น AI ร่วงหนักทั่วโลก
จากกรณีหุ้นชิป และบิ๊กเทคถูกเทขายหนักทั่วโลก นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่า การเติบโตของอุตสาหกรรม AI จะสามารถรองรับมูลค่าหุ้นที่พุ่งขึ้นมหาศาลได้จริงหรือไม่ หรือว่านี่คือ ‘สัญญาณเตือนแรก’ ของภาวะเก็งกำไรที่ร้อนแรงเกินไป
แม้ว่ายังไม่มีใครสามารถยืนยันได้อย่างเด็ดขาดว่า “ฟองสบู่ปัญญาประดิษฐ์” กำลังก่อตัวอยู่ในตลาดหุ้นโลก แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ นักลงทุนจำนวนมากกำลังพยายามค้นหาสัญญาณดังกล่าว และ “แรงเทขายรุนแรงของหุ้นเทคโนโลยี” เมื่อคืนวันที่ 23 มิถุนายน 2569 อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ตลาดกำลังจับตา
แรงเทขายนี้ นักวิเคราะห์บางรายเรียกว่า “Chip-Wreck” หรือ “เหตุการณ์เรือชิปอับปาง” ได้ถาโถมเข้าสู่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นหัวหอกสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดกระทิงตลอดปี 2026 จากกระแสการลงทุนด้าน AI ส่งผลให้ดัชนี Nasdaq 100 ร่วงลง 3.3% ในวันเดียว ขณะที่ดัชนี Philadelphia Semiconductor Index ดิ่งลง 7.9% โดยหุ้นทั้ง 30 ตัวในดัชนีปรับตัวลดลงพร้อมกัน
✅ ตลาดเริ่มตั้งคำถาม ‘AI คุ้มมูลค่าหรือไม่’ :
สำหรับหุ้นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่เคยสร้างผลตอบแทนระดับสามหลักในปีนี้ กลายเป็นเป้าหมายของแรงขายอย่างหนัก นำโดย Micron Technology, Marvell Technology และ On Semiconductor ซึ่งต่างเคยปรับตัวขึ้นมากกว่าสองเท่าตัวในปีนี้ ก่อนจะถูกตั้งคำถามถึง “ความยั่งยืนของกระแส AI” ที่ผลักดันราคาหุ้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
Micron ซึ่งเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ปีนี้ ร่วงลงถึง 13% ก่อนการประกาศผลประกอบการรายไตรมาส โดยก่อนหน้านี้ ราคาหุ้นพุ่งขึ้นมากกว่า 300% จากจุดเริ่มต้นของปี สะท้อนความคาดหวังอย่างมหาศาลของนักลงทุนต่อความต้องการชิปสำหรับศูนย์ข้อมูล AI
โจนาธาน ครินสกี หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิคของ BTIG มองว่า กลุ่มเทคโนโลยี และ AI ยังมีความเสี่ยงขาลงในระยะกลาง พร้อมประเมินว่า หุ้นเซมิคอนดักเตอร์อาจปรับตัวลดลงได้อีก 10-15% จากระดับปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า การปรับฐานครั้งนี้อาจมีลักษณะทางเทคนิคมากกว่าการเปลี่ยนแปลงปัจจัยพื้นฐาน โดย แจ็ก จานาเซียวิซ ผู้จัดการพอร์ตของ Natixis Advisors ระบุว่า แม้หุ้นขนาดใหญ่หลายตัวจะถูกเทขายหนัก แต่ภาพรวมของตลาดยังไม่ได้แสดงสัญญาณตื่นตระหนกในวงกว้าง
แรงกดดันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดสหรัฐเท่านั้น ก่อนหน้านั้นตลาดเอเชียก็เผชิญแรงขายอย่างหนักเช่นกัน โดยดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ร่วงลง 10% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จนต้องมีการใช้มาตรการ Circuit Breaker ชั่วคราว
หุ้น SK Hynix และ Samsung Electronics ต่างปรับตัวลดลงมากกว่า 10% หลังมีรายงานจากสื่อท้องถิ่นว่า SK Hynix อาจ “ชะลอ” การขยายกำลังการผลิตชิปหน่วยความจำสำหรับ AI และหันกลับไปให้ความสำคัญกับตลาดแรม DRAM ทั่วไปมากขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มกังวลว่า ความต้องการสร้างศูนย์ข้อมูล AI อาจไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่ตลาดคาดหวัง
เจมส์ ไรลีย์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้านตลาดจาก Capital Economics ระบุในบทวิเคราะห์ว่า การเคลื่อนไหวรุนแรงเช่นนี้ สะท้อนแนวโน้มความผันผวนที่เพิ่มขึ้นในหุ้นเทคโนโลยีโดยรวม
“ในมุมมองของเรา ความผันผวนดังกล่าวเป็นหลักฐานของ ‘ภาวะเก็งกำไรที่ร้อนแรงเกินไป’ และทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความยั่งยืนของการปรับตัวขึ้นรอบนี้” เขากล่าว
✅ ประเด็น Google-SpaceX สู่คำถามมูลค่า AI :
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา หุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ และบริษัทผู้ผลิตชิปได้รับแรงหนุนจากการที่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านคลาวด์และ AI ทุ่มงบลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์เข้าสู่โครงสร้างพื้นฐาน AI จนราคาหุ้นพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม จากการปรับฐานล่าสุด ตลาดเริ่มตั้งคำถามว่า การเติบโตดังกล่าวสามารถรองรับมูลค่าที่เพิ่มขึ้นมหาศาลได้หรือไม่
ทั้งนี้ ความกังวลของนักลงทุนไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งอย่างชัดเจน และไม่มีตัวกระตุ้นสำคัญที่อธิบายการเทขายอย่างหนักได้โดยตรง นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า นักลงทุนอาจกำลังทยอยขายทำกำไร หลังจากราคาหุ้นหลายตัวปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมา
นักวิเคราะห์บางรายชี้ว่า ความกังวลอาจเริ่มต้นจากการร่วงลงของหุ้น Google และ SpaceX เมื่อวันจันทร์
หุ้นของ Alphabet บริษัทแม่ของ Google ร่วงลง 5% หลังโนอัม ชาซีร์ รองประธานฝ่ายวิศวกรรมของ Google และหนึ่งในหัวหน้าทีมพัฒนาโมเดล AI ตระกูล Gemini ย้ายไปร่วมงานกับ Anthropic
ขณะที่หุ้น SpaceX ดิ่งลง 16% ท่ามกลางความผันผวนที่มักเกิดขึ้นกับบริษัทที่เพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และมีราคาหุ้นพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วหลัง IPO
อย่างไรก็ตาม ในวันอังคาร หุ้น Google ลดลงไม่ถึง 1% ส่วน SpaceX กลับมาปรับตัวขึ้นราว 1% หลังการซื้อขายที่ผันผวน
ด้าน Nvidia ปรับตัวลงประมาณ 4% กดดันตลาดในวงกว้าง ขณะที่ Oracle ร่วงลงมากกว่า 5.5% ส่งผลให้ราคาหุ้นลดลงแล้วราว 27% ในเดือนนี้
✅ หรืออาจเกี่ยวกับขึ้นดอกเบี้ย?
นักวิเคราะห์อีกกลุ่มหนึ่งมองว่า ตลาดกำลังกังวลต่อความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งภายในปีนี้
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ เนื่องจากเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนในการแถลงข่าวครั้งแรกเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ธนาคารกลางจะเดินหน้าควบคุมเงินเฟ้ออย่างจริงจัง ซึ่งตลาดตีความว่า อาจนำไปสู่การขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงปลายปี
แม้จะมีแรงขายรุนแรง แต่หลายฝ่ายยังไม่เชื่อว่ากระแส AI กำลังสิ้นสุดลง เนื่องจาก Nasdaq 100 ยังคงปรับตัวขึ้นมากกว่า 30% นับตั้งแต่สิ้นเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา และประสบการณ์ในช่วงหลายเดือนก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนจำนวนมากยังคง “พร้อมเข้าซื้อทุกครั้งที่ตลาดย่อตัว”
จูเลียน เอ็มมานูเอล นักกลยุทธ์จาก Evercore ISI กล่าวว่า นักลงทุนกำลังพยายามหาสมดุลระหว่างการป้องกันความเสี่ยงและการคงสถานะการลงทุนในตลาด เนื่องจากยังไม่มีใครต้องการพลาดโอกาสจากกระแส AI หากการเติบโตยังดำเนินต่อไป
ด้านเมสัน เมนเดซ นักวิเคราะห์สินทรัพย์จริงระดับโลกของ Wells Fargo Investment Institute ระบุในบทวิเคราะห์ว่า “AI และระดับมูลค่าหุ้นของบริษัทเทคโนโลยี กลับมาเป็น ‘จุดสนใจของตลาด’ อีกครั้ง ขณะที่นักลงทุนเริ่มเปลี่ยนความสนใจจากสงครามในตะวันออกกลาง ไปสู่คำถามสำคัญว่า การใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีจะสามารถเติบโตต่อไปได้หรือไม่ ในสภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกกำลังปรับตัวสูงขึ้น”
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 24 มิถุนายน 2569

