หวั่นกว่า ‘สงครามอิหร่าน’ รอยร้าวซาอุฯ VS ยูเออี เสี่ยงเขย่าทุน 100 ล้านล้านบาท
ในขณะที่สายตาโลกจับจ้องสงครามอิหร่าน วอลล์สตรีทกลับกังวลอีกสมรภูมิหนึ่ง นั่นคือ ‘ศึกช้างชนช้าง’ ระหว่าง ‘ซาอุดีอาระเบีย’ กับ ‘ยูเออี’ สองมหาอำนาจผู้กุมพลังงานและเงินทุนกว่า 100 ล้านล้านบาท ที่อาจส่งแรงกระเพื่อมจากตะวันออกกลางสู่ตลาดการเงินโลกอย่างรุนแรงได้
แม้สงครามอิหร่านครองหน้าสื่อทั่วโลกตลอดปีที่ผ่านมา แต่เบื้องหลังวงสนทนาของผู้บริหารธนาคารเพื่อการลงทุนและกองทุนยักษ์ใหญ่ในวอลล์สตรีท กลับมีอีกหนึ่งความกังวลที่กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด นั่นคือ “รอยร้าว” ระหว่าง “ซาอุดีอาระเบีย” กับ “สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์” (UAE) สองมหาอำนาจเศรษฐกิจแห่งอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งอาจกระทบต่อกระแสเงินลงทุนระดับทั้งโลก
รอยร้าวเริ่มจากสองประเทศนี้แข่งขันกันเพื่อ “ชิงบทบาทผู้นำในตะวันออกกลาง” ก่อนจะลุกลามเป็นความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ต่าง “เลือกสนับสนุนคนละฝ่าย” ในสงครามกลางเมืองและวิกฤติสำคัญหลายแห่ง ตั้งแต่เยเมน ซูดาน ไปจนถึงภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก อีกทั้งยังมีจุดยืนที่แตกต่างกันต่ออิหร่าน
ขณะที่ความสัมพันธ์ยิ่งสั่นคลอนเมื่อ UAE ประกาศถอนตัวจากกลุ่มน้ำมัน OPEC สร้างความประหลาดใจให้ซาอุดีอาระเบีย และจุดกระแสคาดการณ์ว่า สมดุลอำนาจในตลาดน้ำมันโลก อาจกำลังเปลี่ยน
ความตึงเครียดดังกล่าวปรากฏชัดในช่วงหลายเดือนก่อนเกิดสงครามอิหร่าน เมื่อซาอุดีอาระเบียเดินหน้ากดดันให้ UAE ยุติบทบาทในเยเมน พร้อมพยายามลดอิทธิพลของประเทศเพื่อนบ้านในเวทีภูมิภาคอื่น ๆ รวมถึงบริเวณทะเลแดง
ความขัดแย้งครั้งนี้เปรียบเสมือน “ศึกช้างชนช้าง” เพราะทั้งสองประเทศต่างเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของอ่าวอาหรับ รวมถึงเป็น “ศูนย์กลางเงินทุนที่มีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ” รวมกันกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 100 ล้านล้านบาท และเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของการลงทุนในอุตสาหกรรมตั้งแต่พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) จนหลายฝ่ายเริ่มหวั่นว่า หากความสัมพันธ์ย่ำแย่ลงกว่านี้ อาจส่งผลสะเทือนต่อกระแสเงินลงทุนและเศรษฐกิจโลกในวงกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
✅ 'รอยร้าว' เริ่มลามสู่โลกธุรกิจ วีซ่าติดขัด โอนเงินสะดุด :
แม้รัฐบาลทั้งสองประเทศยังยืนยันว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง แต่ภาคธุรกิจเริ่มพบ “สัญญาณผิดปกติ”
เริ่มจากบริษัทหลายแห่งใน UAE รายงานว่า การขอวีซ่าธุรกิจเพื่อเข้าซาอุดีอาระเบีย ประสบปัญหา ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายพบความล่าช้าในการโอนเงินจากซาอุดีอาระเบียมายัง UAE แม้จะยังไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการ แต่ช่วงเวลาที่เกิดขึ้นก็ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า ความขัดแย้งทางการเมืองอาจเริ่มลุกลามเข้าสู่ภาคธุรกิจแล้ว
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า บริษัทการลงทุนระหว่างประเทศแห่งหนึ่งที่กำลังระดมทุนสำหรับกองทุนลงทุนในตะวันออกกลาง ได้รับแจ้งจากนักลงทุนประเภท Limited Partners (LPs) ของซาอุดีอาระเบียว่า พวกเขาสามารถลงทุนได้เฉพาะกองทุนหรือกิจการที่มุ่งเน้นการลงทุนในซาอุดีอาระเบียเท่านั้น และต้องหลีกเลี่ยงการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ UAE
ผู้บริหารภาคธุรกิจที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์กมองว่า แม้ทั้งสองประเทศไม่น่าจะเผชิญหน้ากันโดยตรง แต่บริษัทต่าง ๆ เริ่มกังวลว่า ในอนาคตอาจถูกบีบให้ต้องเลือกข้างระหว่าง กรุงริยาด หรือกรุงอาบูดาบี เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างแสดงจุดยืนและผลักดันผลประโยชน์ของตนอย่างแข็งกร้าวมากขึ้น
ฮุสเซน นัสเซอร์-เอ็ดดิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัทบริหารความเสี่ยง Crownox กล่าวว่า “องค์กรขนาดใหญ่ที่มีระบบบริหารจัดการซับซ้อน กำลังมองความแตกต่างทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศอ่าวอาหรับว่าเป็น 'สถานการณ์ที่ต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด' มากกว่าจะมองข้ามเหมือนที่ผ่านมา”
ด้วยเหตุนี้ บริษัทข้ามชาติหลายแห่งจึงเริ่มจัดทำแผนสำรอง เช่น แยกระบบโลจิสติกส์สำหรับซาอุดีอาระเบียและ UAE ออกจากกัน ทบทวนสัญญาทางธุรกิจ โดยเฉพาะเงื่อนไขเหตุสุดวิสัย รวมถึงกระจายฐานพนักงานและที่อยู่อาศัยในทั้งสองประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงหากเกิดข้อจำกัดใหม่ในอนาคต
แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับภาคการเงินระบุกับบลูมเบิร์กว่า ธนาคารและบริษัทลงทุนระดับโลกหลายแห่ง ตั้งแต่ Goldman Sachs, Morgan Stanley, BlackRock, Brookfield และ KKR ต่างเริ่มจัดทำแผนรับมือ หากความขัดแย้งระหว่างสองประเทศทวีความรุนแรงขึ้น
✅ ทรัมป์เจอโจทย์หิน หลังพันธมิตรสหรัฐแตกคอกัน :
ความขัดแย้งครั้งนี้ ยังสร้างโจทย์ใหม่ให้กับประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งกำลังเผชิญความตึงเครียดกับอิหร่าน
ทั้งซาอุดีอาระเบียและ UAE ต่างเป็น “พันธมิตรสำคัญของสหรัฐ” เป็นที่ตั้งฐานทัพอเมริกัน และประกาศแผนลงทุนในสหรัฐรวมกันหลายล้านล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเทศกลับมีท่าทีต่ออิหร่านแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยซาอุดีอาระเบียเลือกใช้นโยบายที่ประนีประนอมมากกว่า ขณะที่ UAE แสดงจุดยืนแข็งกร้าวกว่าในช่วงแรกของวิกฤติ ทำให้การกำหนดนโยบายของสหรัฐในภูมิภาค มีความซับซ้อนมากขึ้น
ฟิราส มักซาด กรรมการผู้จัดการฝ่ายตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือของ Eurasia Group กล่าวว่า “การที่พันธมิตรสำคัญของสหรัฐในตะวันออกกลางเกิดความแตกแยกมากขึ้น ย่อมไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวของสหรัฐ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่กำลังเผชิญความขัดแย้งกับอิหร่าน”
✅ สู่สงครามราคาน้ำมัน?
อีกประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาคือ ผลกระทบต่อตลาดน้ำมัน โดยหลัง UAE ถอนตัวจาก OPEC ประเทศก็สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องปฏิบัติตามโควตาการผลิตของกลุ่มอีกต่อไป
นักวิเคราะห์จาก Eurasia Group มองว่า หากการแข่งขันระหว่างซาอุดีอาระเบียกับ UAE รุนแรงขึ้น มีโอกาสเกิด “สงครามราคาน้ำมัน” รอบใหม่ เนื่องจากทั้งสองประเทศอาจแข่งขันกันเพิ่มกำลังผลิตเพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาด
อย่างไรก็ตาม ซาอุดีอาระเบียเผชิญแรงกดดันมากกว่า เพราะรัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในการผลักดันโครงการ Vision 2030 ทำให้ต้องการราคาน้ำมันในระดับสูงกว่าที่ UAE ต้องการเพื่อรักษาสมดุลงบประมาณ
✅ บทเรียนจากกาตาร์ สู่ศึกซาอุฯ–ยูเออี
กรณีสงครามอิหร่าน ทำให้หลายบริษัทเริ่มหันมาใช้เส้นทางขนส่งทางบกผ่านซาอุดีอาระเบียและ UAE มากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซ
แต่หากความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศย่ำแย่ลง ความพยายามสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ใหม่ในภูมิภาคก็อาจสะดุด ส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้า ตั้งแต่อาหาร ยา ไปจนถึงสินค้าอุตสาหกรรม
รอยร้าวเช่นนี้ ทำให้หลายฝ่ายนึกย้อนถึงวิกฤติปี 2017 เมื่อซาอุดีอาระเบีย ยูเออี บาห์เรน และอียิปต์ร่วมกันตัดความสัมพันธ์ทางการทูตและการค้ากับกาตาร์
เหตุการณ์ดังกล่าวดำเนินยาวนานเกือบ 4 ปี ส่งผลให้เงินฝากต่างชาติไหลออกจากกาตาร์ อันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินถูกปรับลด การขนส่งสินค้าถูกขัดขวาง และธนาคารทั่วโลกต้องเลือกระหว่างการรักษาความสัมพันธ์กับกาตาร์ หรือกับประเทศผู้คว่ำบาตร
แม้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายเชื่อว่า ความขัดแย้งระหว่างซาอุดีอาระเบียกับยูเออี จะไม่รุนแรงถึงระดับนั้น แต่กรณีกาตาร์สะท้อนว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางสามารถส่งผลกระทบต่อภาคการเงินโลกได้อย่างรวดเร็ว
รอยร้าวที่เคยเป็นเพียงประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ อาจกำลังแปรเปลี่ยนเป็น “ความเสี่ยงทางธุรกิจ” ที่บริษัทข้ามชาติ นักลงทุน และวอลล์สตรีทต่างจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะหากความขัดแย้งลุกลามจากการเมืองไปสู่เศรษฐกิจ ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตะวันออกกลาง แต่สามารถสั่นสะเทือนการลงทุน ห่วงโซ่อุปทาน และตลาดการเงินในระดับทั้งโลกได้
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 15 กรกฏาคม 2569

