'กอบศักดิ์' ชี้หมดยุคทุนศูนย์เหรียญ เข้าโหมดจีนจ้างงานไทย – ยกระดับซัพพลายเชน
KEY POINTS :
* การลงทุนโดยตรงจากจีน (FDI) กลายเป็นแหล่งเงินทุนหลักของไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจากค่ายญี่ปุ่นสู่ค่ายจีน
* ข้อกังวลเรื่อง "ทุนศูนย์เหรียญ" ไม่เป็นความจริง โดยบริษัทจีนขนาดใหญ่มีการจ้างงานคนไทยเป็นส่วนใหญ่ เช่น โรงงาน BYD ที่จ้างแรงงานไทยถึง 95%
* ทุนจีนเริ่มร่วมมือกับผู้ประกอบการไทยเพื่อพัฒนาและยกระดับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งเป็นโอกาสในการถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจไทย
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยระหว่างร่วมกิจกรรม "Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon" ซึ่งเป็นงานเลี้ยงอาหารกลางวันและรับฟังข้อเสนอแนะ ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมกับตัวแทนภาคเอกชนไทย ณ นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อวันที่ 18 ก.ค.ว่าขณะนี้เป็นจังหวะสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะการขยายตัวของเศรษฐกิจจากพื้นที่จีนฝั่งตะวันตกอย่างในพื้นที่มณฑลเสฉวน ที่มีเมืองเฉิงตู และฉงชิ่ง เป็นมืองเศรษฐกิจที่สำคัญ และเป็นเมืองที่มีบทบาทสำคัญในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีครั้งใหญ่ของจีนในปัจจุบัน
นายกอบศักดิ์ระบุว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้าสู่ไทยส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน ซึ่งมีสัดส่วนเกินกว่าครึ่งหนึ่งของ FDI ทั้งหมด ซึ่งเป็นผลจากนโยบาย "China Plus One" และปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจากค่ายญี่ปุ่นไปสู่ค่ายจีนอย่างชัดเจน ทั้งในกลุ่มอุตสาหกรรมไอที รถยนต์ไฟฟ้า (EV) พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และในอนาคตอันใกล้คือปัญญาประดิษฐ์ (AI) หากประเทศไทยยังคงยึดติดกับเทคโนโลยีเดิมในระยะยาวจะส่งผลเสียต่อขีดความสามารถทางการแข่งขัน
ส่วนกรณีความกังวลเรื่องการเข้ามาของกลุ่มทุนจีนที่มองว่าเป็นโรงงานศูนย์เหรียญ นั้นเรื่องนี้ว่าไม่เป็นความจริง ตัวอย่างเช่นการลงทุนของโรงงาน BYD ในไทยที่ปัจจุบันมีการจ้างงานกว่า 6,000 คนในเฟสแรก และในจำนวนนี้เป็นแรงงานไทยถึง 95% นอกจากนี้บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ยังมีความต้องการใช้บริการทางการเงินในไทย ทั้งในส่วนของเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) และการเงินเพื่อการค้า (Trade Finance) รวมถึงเริ่มมีการจ้างงานและร่วมมือกับผู้ประกอบการไทยร่วมกันพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) จากผู้ประกอบการไทย เช่น การผลิตตัวถังและชิ้นส่วนต่างๆ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่
อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่ากังวลคือความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ไทย หากยังใช้โรงงานและเทคโนโลยีแบบเดิมที่ใช้งานมากว่า 30 ปี จะไม่สามารถสู้กับเทคโนโลยีใหม่ของจีนได้ จึงเป็นจังหวะที่เหมาะสมที่ผู้ประกอบการไทยต้องตัดสินใจเปลี่ยนเครื่องจักรและสร้างโรงงานใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งทางธนาคารพร้อมที่จะให้การสนับสนุนด้านเงินทุนในการปรับปรุงภาคการผลิตนี้
“เมื่อโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ (New Engines) สร้างเสร็จสมบูรณ์ จะเป็นแรงส่งสำคัญให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้ในระดับ 3-4% หรือมีโอกาสเห็นการเติบโตถึง 5% ภายในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า โดยประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายสำคัญที่หลายเมืองในจีนเลือกให้เป็นศูนย์กลาง (Hub) ในการกระจายสินค้าและบริการเข้าสู่อาเซียนซึ่งถือว่าเป็นโอกาสในการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ” นายกอบศักดิ์ กล่าว
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 23 กรกฏาคม 2569

