เรือน้ำมันอ้อมโลก ‘หนีฮูตี’ ใช้ ‘สุเอซ-แหลมกู๊ดโฮป’ แทน
หลังกลุ่มฮูตีขู่ปิดล้อมทะเลแดง ผู้ค้าน้ำมันเอเชียเร่งเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง อ้อม ‘คลองสุเอซ’ และ ‘แหลมกู๊ดโฮป’ แทน แม้ต้องเสียเวลา ‘เพิ่มถึง 4 สัปดาห์’ และแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากไฟสงครามในทะเลแดง
หลังจาก “กลุ่มฮูตี” ในเยเมนประกาศเตรียมปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย โรงกลั่นน้ำมันในเอเชีย และบริษัทเดินเรือก็เริ่มหันไปใช้เส้นทางอ้อมที่ไกลขึ้นกว่าเดิม ผ่าน “คลองสุเอซ” และ “อ้อมแหลมกู๊ดโฮป” ของแอฟริกา เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงถูกโจมตีในทะเลแดง
สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า การเปลี่ยนเส้นทางดังกล่าว จะทำให้ระยะเวลาขนส่ง “เพิ่มขึ้นได้ถึง 4 สัปดาห์” และยังทำให้ต้นทุนค่าระวางเรือ และค่าน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้นอีกด้วย เมื่อเทียบกับเส้นทางปกติที่แล่นไปทางตะวันออกจากยันบูสู่ทะเลอาหรับ
ข้อมูลติดตามเรือจาก LSEG และ Kpler ระบุว่า เรือ Rodos ซึ่งจดทะเบียนในประเทศไลบีเรีย บรรทุกน้ำมันดิบจากท่าเรือยันบูและมีจุดหมายปลายทางที่ชายฝั่งตะวันตกของอินเดีย ได้เปลี่ยนทิศทางแล่นไปทางตะวันตก พร้อมส่งสัญญาณว่าจะผ่าน “คลองสุเอซ”
แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมขนส่งเปิดเผยว่า โรงกลั่น Hyundai Oilbank ของเกาหลีใต้ กำลังหาเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่มาก (VLCC) เมื่อวันอังคาร เพื่อไปรับน้ำมันที่ท่าเรือยันบู โดยเปิดทางเลือกให้ใช้ทั้ง “คลองสุเอซ” และ “ท่อส่งน้ำมันสุเอซ-เมดิเตอร์เรเนียน” (SUMED Pipeline) ของอียิปต์ ซึ่งเชื่อมทะเลแดงกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ก่อนเดินทางต่อไปยังเกาหลีใต้
อย่างไรก็ตาม เรือ VLCC ที่บรรทุกเต็มลำไม่สามารถผ่านคลองสุเอซได้ เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องกินน้ำลึก ผู้ประกอบการจึงมักต้องถ่ายน้ำมันบางส่วนลงสู่ท่อส่ง SUMED ฝั่งทะเลแดงก่อนเข้าไปในคลองสุเอซ
เมื่อเรือผ่านคลองสุเอซไปถึงฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแล้ว จึงค่อยรับน้ำมันที่ส่งผ่านท่อ SUMED กลับขึ้นเรืออีกครั้ง เพื่อเดินทางต่อด้วยปริมาณบรรทุกเต็มลำ
แมตต์ สมิธ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์ของ Kpler กล่าวว่า การที่เรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากเริ่มเปลี่ยนเส้นทาง สะท้อนว่าผู้ประกอบการเดินเรือให้ความสำคัญกับ “คำขู่ของกลุ่มฮูตี” อย่างจริงจัง
เขายังชี้ว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ซาอุดีอาระเบียกำลังพึ่งพาเส้นทางผ่านช่องแคบบาบ เอล-มันเดบมากที่สุด โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมา ปริมาณน้ำมันดิบ และผลิตภัณฑ์น้ำมันของซาอุดีอาระเบียที่ขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าวพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ มากกว่า 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน
หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ไม่เพียงแต่ต้นทุนการขนส่งจะเพิ่มขึ้น แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันของเอเชีย และสร้างแรงกดดันต่อราคาพลังงานโลกในระยะต่อไป
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 22 กรกฏาคม 2569

