ทำไมสมรภูมิ Data Center ในเอเชียกลาง ถึงแข่งขันกันดุเดือด
วันนี้ (5 สิงหาคม) การแข่งขันกันเพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในเอเชียกลางกำลังดุเดือดขึ้นอย่างมาก โดยมี อุซเบกิสถาน และคาซัคสถาน เป็นสองผู้เล่นหลักที่แข่งขันกันดึงดูดเม็ดเงินลงทุน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี AI
✅ ทำไมสมรภูมิ Data Center ในเอเชียกลาง แข่งขันกันดุเดือด?
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สมรภูมินี้ดุเดือด เป็นเพราะในเอเชียกลาง โดยเฉพาะ อุซเบกิสถาน และคาซัคสถาน ต่างมีโครงการระดับจิกะวัตต์ และได้รับการสนับสนุนจากยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี
คาซัคสถาน กำลังพัฒนาโครงการ Data Center Valley ที่เมือง Ekibastuz มูลค่าโครงการสูงถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ นำโดยบริษัท Firebird จากสหรัฐอเมริกา และได้รับการสนับสนุนจาก Nvidia โดยมีเป้าหมายระยะแรกที่ 125 เมกะวัตต์ (MW) ภายในปี 2027 และจะขยายให้ถึง 1 จิกะวัตต์ (GW) พร้อมติดตั้งชิป Nvidia รุ่นถัดไปจำนวน 100,000 ชิป
ขณะที่อุซเบกิสถาน มีโครงการ TAS-1 ที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท DataVolt ของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเฟสแรกกำลังการผลิต 6 MW จะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ และตั้งเป้าหมายจะขยายให้ถึง 500 MW ทั่วประเทศ เพื่อผลักดันมูลค่าตลาดสินค้าและบริการ AI ของประเทศให้ถึง 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030
นอกจากนี้ทั้งสองประเทศยังมีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างและมีการแข่งขันที่ไม่ใช่ Zero-Sum Game โดย โซบีร์ เคอร์บานอฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาระหว่างประเทศให้สัมภาษณ์กับ NIKKEI ASIA ว่า ในปัจจุบันคาซัคสถานมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างมากกว่า ทั้งในด้านกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ใหญ่กว่า ค่าไฟที่ถูกกว่า ระบบสายส่งที่พัฒนาแล้ว และพื้นที่ดินอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม เขามองว่าศึกครั้งนี้ไม่ใช่การแข่งขันแบบที่มีผู้ชนะเพียงคนเดียว (Not a Zero-Sum Game) แต่อุซเบกิสถานควรเน้นสร้างคุณค่าระยะยาวให้กับระบบนิเวศดิจิทัลและ AI ของตนเอง
ขณะที่ ราจิต นันดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ DataVolt ที่สนับสนุน Data Center ในอุซเบกิสถานมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในอุซเบกิสถานเปรียบเสมือนยุค ‘Perestroika’ หรือการปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยมีเงินทุนจำนวนมากไหลเข้ามาจากสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา ทั้งในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับและยุโรป
ทางด้าน อารูจาน เมียร์คาโนวา นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Outpost Eurasia แสดงความเห็นผ่าน NIKKEI ASIA ว่า ข้อตกลงระหว่าง Firebird และ Nvidia จะช่วยยกระดับความน่าสนใจในการลงทุนของภูมิภาคเอเชียกลางโดยรวม ซึ่งจะช่วยดึงดูดผู้ให้บริการ เงินทุน และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคเข้ามามากยิ่งขึ้น
✅ ความท้าทายด้านทรัพยากรและพลังงานสะอาด
แม้จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ทั้งสองประเทศก็ยังเผชิญกับข้อจำกัดเรื่องน้ำและไฟฟ้า เนื่องจากเป็นทรัพยากรที่ไม่ได้มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ในทั้งสองประเทศ สำหรับข้อจำกัดเรื่องน้ำ โครงการ TAS-1 ของอุซเบกิสถานพยายามแก้ปัญหานี้โดยการออกแบบให้ใช้ระบบระบายความร้อนแบบแห้ง (Dry Heat Rejection) ทั้งหมด เพื่อลดความต้องการใช้น้ำในการหล่อเย็น ขณะที่ข้อจำกัดด้านไฟฟ้า ระบบโครงข่ายไฟฟ้าของภูมิภาคยังคงเผชิญกับปัญหาไฟดับอยู่เป็นระยะ ทำให้โครงการ Data Center ต้องออกแบบตามมาตรฐาน Tier III และติดตั้งเครื่องปั่นไฟสำรอง (Backup Generators) เพื่อรองรับสถานการณ์ไฟดับและรักษาความต่อเนื่องของระบบ
ในแง่ของแหล่งพลังงาน คาซัคสถานยังคงพึ่งพาพลังงานจากถ่านหินสูงถึง 51.4% ในปี 2025 โดยเฉพาะโครงการในเมือง Ekibastuz ซึ่งรัฐบาลพยายามดึงดูดผู้ให้บริการรายใหญ่ด้วยการเสนอค่าไฟฟ้าราคาถูกและชูแนวคิดการ ‘แปลงถ่านหินให้เป็นรายได้ส่งออกดิจิทัล’ แต่การไม่มีสัญญาซื้อขายพลังงานสะอาดหรือการระบุถึงใบรับรองพลังงานหมุนเวียนในเอกสารเผยแพร่ อาจทำให้ผู้ให้บริการที่มีเป้าหมายในการลดคาร์บอน (Decarbonization Targets) หลีกเลี่ยงที่จะเข้ามาใช้งานในพื้นที่นี้
ขณะที่อุซเบกิสถานมีสัดส่วนพลังงานสีเขียวอยู่ที่ 30% โดยพลังงานที่เหลือส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยก๊าซธรรมชาติ ทว่าอุซเบกิสถานมีข้อดีตรงที่โครงข่ายพลังงานสะอาดเติบโตได้รวดเร็วกว่า และโครงการ TAS-1 ยังวางแผนที่จะใช้ใบรับรองพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (I-RECs) เพื่อจับคู่การใช้ไฟฟ้าเข้ากับแหล่งพลังงานหมุนเวียนแบบชั่วโมงต่อชั่วโมง เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือในเรื่องคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ยังมีแผนระยะยาวที่ลงนามในข้อตกลงสร้าง Data Center ขนาด 50 MW เพื่อรันระบบด้วยเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มีเตาปฏิกรณ์ดังกล่าวเปิดใช้งานเลยก็ตาม
ทางด้าน อูมุด โชครี นักวิชาการอาวุโสจาก George Mason University ให้ความเห็นกับ NIKKEI ASIA ว่า การที่ DataVolt ใช้ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (I-RECs) กับโครงการ TAS-1 ทำให้สามารถอ้างสิทธิ์เรื่องคาร์บอนต่ำในระยะเปลี่ยนผ่านได้อย่างน่าเชื่อถือ แต่การจะเปลี่ยนเป็น ‘พลังงานสีเขียว’ อย่างแท้จริง ยังจำเป็นต้องสร้างแหล่งพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานเพิ่มเติม
แม้ว่าการขับเคี่ยวหลักจะเกิดขึ้นระหว่างอุซเบกิสถานและคาซัคสถาน แต่สมรภูมิ Data Center ในเอเชียกลางนี้ถูกมองว่าเป็นกระแสน้ำที่จะช่วยยกระดับความน่าสนใจและขีดความสามารถของทั้งภูมิภาคในภาพรวม โดยสมรภูมินี้ไม่ได้เป็นเกมที่มีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว (Zero-Sum Game) แต่ทุกประเทศในเอเชียกลางจะได้รับประโยชน์ร่วมกันจากการขยายตัวของระบบนิเวศเทคโนโลยีในองค์รวม ไม่ว่าจะเป็นด้านบริการคลาวด์, วิศวกรรมซอฟต์แวร์, ฟินเทค (Fintech) และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ซึ่งจะร่วมกันเปลี่ยนผ่านภูมิภาคเอเชียกลางให้ก้าวขึ้นสู่การเป็น ‘ฮับดิจิทัล’ แห่งใหม่บนเวทีโลกได้อย่างแข็งแกร่ง
ที่มา the standard
วันที่ 3 สิงหาคม 2569

