น้ำท่วมปี 69 ทุบภาคอุตสาหกรรมเสียหาย 7,000 ล้าน ผู้ประกอบการกว่า 2,000 รายอ่วม
✅ KEY POINTS
* อุทกภัยปี 2569 ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมกว่า 2,000 รายใน 14 จังหวัด โดยสภาอุตสาหกรรมฯ ประเมินความเสียหายเบื้องต้นไว้ที่ 6,000–7,000 ล้านบาท
* ความเสียหายครอบคลุมทั้งเครื่องจักร ระบบไฟฟ้า วัตถุดิบ สินค้าคงคลัง และกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนในการฟื้นฟูกิจการ
* สภาอุตสาหกรรมฯ เสนอ 4 มาตรการฟื้นฟูเร่งด่วน ได้แก่ การตรวจสอบมลพิษหลังน้ำลด การจัดการกากอุตสาหกรรม การช่วยเหลือทางการเงินแก่ SMEs และการยกระดับแผนรับมือภัยพิบัติ
นายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change เปิดเผยถึงสถานการณ์อุทกภัยปี 2569 ว่า ส่งผลกระทบต่อประชาชน เศรษฐกิจ และภาคอุตสาหกรรมในหลายพื้นที่ โดยจากการสำรวจสมาชิกใน 14 จังหวัด พบผู้ประกอบการได้รับผลกระทบกว่า 2,000 ราย ประเมินความเสียหายเบื้องต้น 6,000–7,000 ล้านบาท ครอบคลุมเครื่องจักร ระบบไฟฟ้า วัตถุดิบ สินค้าคงคลัง การผลิต และโลจิสติกส์

สำหรับสถานการณ์ระยะถัดไป กรมอุตุนิยมวิทยาคาดหมายอากาศระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ว่าภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนฟ้าคะนอง 60–70% ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งในช่วงวันที่ 12–13 และ 17–18 ตุลาคม
ขณะที่ภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40–60 ของพื้นที่ตลอดช่วง โดยพื้นที่ที่ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ยะลา นราธิวาส รวมถึงจังหวัดฝั่งอันดามัน ได้แก่ พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล
ส่วนพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา สงขลา และสุราษฎร์ธานี ต้องเตรียมพร้อมทั้งด้านการระบายน้ำ การปกป้องทรัพย์สิน และความปลอดภัยของบุคลากร
✅ น้ำยังท่วม 20 จังหวัด
ข้อมูลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยวันที่ 13 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 20 จังหวัด รวมกรุงเทพมหานคร ครอบคลุม 99 อำเภอ และ 804 ตำบล ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานสถานประกอบการได้รับผลกระทบ 4,523 ราย ใน 55 จังหวัด มูลค่าความเสียหายประมาณ 2,137 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี ตัวเลขจากแต่ละหน่วยงานมีขอบเขตการสำรวจและวิธีประเมินความเสียหายแตกต่างกัน จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบโดยตรงได้ แต่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบในวงกว้างต่อภาคการผลิตและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและเงินทุนสำหรับการฟื้นฟูกิจการ
กรณีนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ซึ่งมีรายงานน้ำท่วมขังบางพื้นที่สูงประมาณ 30–70 เซนติเมตร ส่งผลกระทบต่อโรงงานประมาณ 150 แห่ง และมีโรงงานหยุดการผลิต 34 แห่ง สะท้อนให้เห็นว่าอุทกภัยไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะต่อสถานประกอบการ แต่ยังส่งผลต่อการขนส่ง การส่งมอบชิ้นส่วน และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน แม้สถานการณ์ในภาคตะวันออกบางพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่ยังจำเป็นต้องติดตามระดับน้ำ ปริมาณฝน และประสิทธิภาพการระบายน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นซ้ำ
ทั้งนี้ ส.อ.ท. เสนอ 4 มาตรการเร่งฟื้นฟูและยกระดับการรับมืออุทกภัย ประกอบด้วย
* ตรวจสอบมลพิษและคุณภาพน้ำหลังน้ำลด เร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน และพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม พร้อมกำหนดแนวทางฟื้นฟูที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่
* จัดการน้ำเสีย สารเคมี และกากอุตสาหกรรมอย่างปลอดภัย ตรวจสอบพื้นที่จัดเก็บสารเคมี ระบบบำบัดน้ำเสีย และกากอุตสาหกรรมที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ป้องกันการรั่วไหลและการปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำหรือพื้นที่ชุมชน พร้อมกำกับการจัดการของเสียให้เป็นไปตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
* เร่งมาตรการทางการเงินช่วยเหลือ SMEs ประสานหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนเงินทุนสำหรับซ่อมแซมเครื่องจักร ฟื้นฟูสถานประกอบการ และเสริมสภาพคล่องสำหรับการกลับมาดำเนินธุรกิจ รวมถึงพิจารณามาตรการสินเชื่อและการพักชำระหนี้ตามความเหมาะสม
* ยกระดับ BCP สู่ Response Plan ที่ปฏิบัติได้จริง ทบทวนแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจให้สอดคล้องกับความเสี่ยงเฉพาะพื้นที่ กำหนดผู้รับผิดชอบ ขั้นตอนการแจ้งเตือน เกณฑ์ตัดสินใจหยุดการผลิต แผนเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน และเส้นทางขนส่งสำรอง เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและลดความเสียหาย
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 14 ตุลาคม 2569

