สรุป 10 ข้อประธานเฟด 'เควิน วอร์ช' ขึ้นเวที IMF-World Bank 2026 ที่กรุงเทพฯ
สรุป 10 ประเด็นน่าสนใจจากประธานเฟด “เควิน วอร์ช” ในการขึ้นเวทีนอกรอบการประชุมใหญ่ IMF-World Bank 2026 ที่กรุงเทพฯ ไม่ส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ย ย้ำเงินเฟ้อยังเป็นปัญหาใหญ่ทั่วโลก มอง AI เปลี่ยนเศรษฐกิจครั้งสำคัญ พร้อมเปิดมุมมองการทำงาน 148 วันแรก
การขึ้นเวทีของ “เควิน วอร์ช” ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพื่อสนทนากับคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในหัวข้อ “MD’s Fireside Chat with Federal Reserve Chairman Kevin Warsh” วันศุกร์ที่ 16 ต.ค.69 ที่กรุงเทพฯ นับเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการประชุมประจำปี IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ที่ทั่วโลกจับตามอง
เพราะนี่คือ โอกาสที่ทั่วโลกจะได้ "จับสัญญาณดอกเบี้ย" จากประธานเฟดโดยตรง ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงงดให้ความเห็นก่อนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน วันที่ 27-28 ต.ค.69 นี้ ท่ามกลางตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดทั้ง CPI และ PPI ที่ปรับตัวสูงขึ้น และสูงกว่าที่คาด จนเขย่าความเชื่อมั่นในตลาดพันธบัตร และตลาดหุ้นอย่างหนักในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
ตลอดการสนทนาประมาณ 33 นาที วอร์ชแสดงมุมมองทั้งต่อทิศทางนโยบายการเงิน ความเสี่ยงเงินเฟ้อ อนาคตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนแปลงภายในเฟด หลังเข้ารับตำแหน่งประธานเฟดได้ "148 วัน"
“กรุงเทพธุรกิจ” สรุป 10 ประเด็นสำคัญจากเวทีนี้มาดังนี้
✅ 1. ไม่ส่งสัญญาณดอกเบี้ย
เควิน วอร์ช "ไม่ได้ส่งสัญญาณ" เกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเฟดที่เหลืออีกสองครั้งของปีนี้ โดยยืนยันว่าจะไม่คาดการณ์หรือตัดสินใจล่วงหน้าก่อนการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC)
เขากล่าวว่า เฟดจะพิจารณาสถานการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละช่วงเวลา ทั้งด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และเงินเฟ้อ ก่อนตัดสินใจในการประชุมเดือนตุลาคม และธันวาคม และกล่าวว่า หลังจากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย. พัฒนาการของเศรษฐกิจโลกในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ยังเป็นไปตามที่เฟดคาดการณ์ไว้โดยรวม
“ผมจะไม่ตัดสินใจล่วงหน้าก่อนการประชุม และไม่คิดว่าควรพูดตั้งแต่ตอนนี้ว่า ผมอาจจะทำอะไรในการประชุมที่เหลือของปีนี้” วอร์ช กล่าว ก่อนจะถูกหัวเรือใหญ่ IMF ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการแซวว่าทำให้คนฟังผิดหวัง
✅ 2. เงินเฟ้อยังเป็นปัญหาใหญ่
วอร์ช กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่เขาได้ยินตรงกันจากการพูดคุยกับผู้ว่าการธนาคารกลางประเทศต่างๆ ในการประชุมครั้งนี้ก็คือ "ปัญหาเงินเฟ้อ" ที่ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของหลายประเทศ ไม่ใช่เฉพาะสหรัฐ แม้แต่ละประเทศจะได้รับผลกระทบแตกต่างกันก็ตาม
วอร์ช ย้ำด้วยว่าเฟดมีความมุ่งมั่นที่จะรักษาเสถียรภาพราคา ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกต่างก็มุ่งมั่นที่จะควบคุมเงินเฟ้อ
“เรามีเครื่องมือที่แตกต่างกัน และดำเนินมาตรการในลำดับเวลาที่ต่างกัน แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แม้แต่ละประเทศจะตัดสินใจตามดุลยพินิจ และภารกิจของตัวเอง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดขึ้นพร้อมๆ กันในหลายประเทศทั่วโลก”
วอร์ช มองว่านี่เป็นสัญญาณเชิงบวก เพราะสะท้อนว่าแต่ละประเทศต่างลงมือแก้ปัญหาเงินเฟ้อด้วยตัวเอง ไม่ใช่รอรับผลจากมาตรการของประเทศอื่น
✅ 3. AI อาจเปลี่ยนเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต
วอร์ช ประเมินว่า AI อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และเศรษฐกิจโลกเท่าที่เขาเคยพบมา
ในระยะสั้น AI กำลังส่งผลต่อเศรษฐกิจในด้านอุปสงค์ก่อน โดยการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่นี้กำลังทำให้ความต้องการในระบบเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ประโยชน์จาก AI ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และผลิตภาพของเศรษฐกิจ "ยังไม่ปรากฏชัดเจนในทันที" จึงเป็นประเด็นที่ธนาคารกลางต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเงินเฟ้อ
อย่างไรก็ตาม วอร์ช เชื่อว่าในระยะกลาง AI จะกลายเป็นแรงส่งเชิงบวกต่อด้านอุปทานของเศรษฐกิจ และทำให้ประเทศที่สามารถนำเทคโนโลยีนี้มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ มีผลิตภาพ และความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น
แต่ประธานเฟดก็ตั้งคำถามด้วยว่า ใครจะเป็นผู้สร้างรายได้จากเทคโนโลยีนี้ และจะเกิดอะไรขึ้นกับนักลงทุนที่ทุ่มเงินไปแล้ว หากสุดท้ายไม่สามารถทำกำไรได้ตามคาด
✅ 4. AI, SI หรือ NHI?
ระหว่างพูดคุยถึงประเด็นเรื่อง AI วอร์ชได้ยิงมุกแซวบนเวทีว่า ในสหรัฐตอนนี้เรียกกันว่า "SI" (Super Intellience) โดยจะสื่อถึงกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยประกาศเปลี่ยนชื่อเรียก AI เป็น SI ก่อนหน้านี้ และบอกว่าจะใช้ชื่อนี้ในหน่วยงานของสหรัฐ ซึ่งทุกประเทศควรเรียกชื่อนี้ตามด้วย
กอร์เกียวาได้เสนอชื่อใหม่บนเวทีว่า "NHI" หรือ Non-Human Intellect (สติปัญญาที่ไม่ใช่มนุษย์) กลายเป็นช่วงผ่อนคลายบรรยากาศกลางบทสนทนาเรื่องเศรษฐกิจที่จริงจัง
“ถ้าอย่างนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงข้อถกเถียงเรื่องชื่อเรียก เรามาเรียกมันว่า NHI หรือ Non-Human Intellect กันดีกว่า”
✅ 5. เศรษฐกิจโลกอึดกว่าที่คิด แม้เผชิญสงคราม
วอร์ช กล่าวว่า หนึ่งในสิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจจากการประชุมครั้งนี้คือ ความสามารถของเศรษฐกิจโลกในการรับมือกับแรงกระแทกต่างๆ ซึ่งดีกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้เมื่อประมาณ 5–6 เดือนก่อน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก
"ถ้าคุณให้ผมทำประมาณการเศรษฐกิจแบบ IMF เมื่อหลายเดือนก่อน ผมไม่แน่ใจว่าจะคาดการณ์ว่าประเทศสมาชิก G20 จำนวนมากจะยังสามารถประคองเศรษฐกิจ และมีผลการดำเนินงานที่ดีได้ถึงระดับนี้" วอร์ช กล่าว
สำหรับสหรัฐ วอร์ชมองว่าเศรษฐกิจยังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาค AI เท่านั้น แต่กำลังขยายตัวไปสู่ภาคส่วนอื่นๆ ซึ่งช่วยสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจมีความแข็งแกร่ง และเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าไม่ใช่ทุกประเทศทั่วโลกที่จะได้รับแรงส่งทางเศรษฐกิจในระดับเดียวกัน
✅ 6. เพิ่งรับตำแหน่ง 148 วัน ยังไม่ขอพูดเรื่อง Legacy
เมื่อกอร์เกียวา ถามว่า ในฐานะประธานเฟดคนที่ 17 วอร์ช อยากให้ผู้คนจดจำเขาในเรื่องใด หรืออยากทิ้งผลงานอะไรไว้ให้คนรุ่นหลัง (Legacy) วอร์ช ตอบทันทีว่า "ผมเพิ่งทำงานมาได้ 148 วันเอง ผมยังไม่ได้คิดถึงเรื่องที่จะให้ใครจดจำผม ผมกำลังพยายามทำให้นโยบายออกมาถูกต้องเหมาะสมมากกว่า"
เขายอมรับว่าไม่ได้เข้ารับตำแหน่งในช่วงเวลาที่ง่ายนัก แต่สิ่งที่ทำให้เขามีความมั่นใจมากขึ้นคือ ประสบการณ์จากการทำงานที่เฟดมาแล้ว 5 ปีครึ่ง ในฐานะกรรมการเฟด โดยเฉพาะช่วงวิกฤติการเงินโลก ซึ่งช่วยให้เขาเข้าใจองค์กร และกล้าที่จะเสนอแนวคิดใหม่ๆ มากขึ้น หลังจากห่างหายจากเฟดไปนานถึง 15 ปี
วอร์ช ยังเล่าย้อนถึงช่วงที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการเฟดขณะอายุเพียง 35 ปี โดยกรรมาธิการด้านการธนาคารของวุฒิสภารายหนึ่งไม่มั่นใจว่าเขาเหมาะสมกับตำแหน่งหรือไม่ จึงส่งเขาไปพบกับ "พอล โวลเกอร์" (Paul Volcker) อดีตประธานเฟด ซึ่งวอร์ช เล่าติดตลกว่า หากเป็นสมัยนี้ เขาคงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายเซลฟีกับโวลเกอร์ หรือไม่ก็เอาหนังสือไปขอลายเซ็นแล้ว
✅ 7. บาดแผลจากวิกฤติการเงินโลกยังติดตัว
วอร์ช ยอมรับว่าแม้เวลาจะผ่านมานานแล้ว แต่ประสบการณ์ในช่วงวิกฤติการเงินโลก ยังคงส่งผลต่อมุมมองของเขาในการทำงาน โดยทุกครั้งที่กลับมาร่วมประชุม IMF หรือ G20 เขายังคงนึกถึงช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของวิกฤติครั้งนั้น
"เมื่อผมเดินเข้ามาใน IMF หรือเข้าร่วมการประชุมเหล่านี้ ผมยังคงมีบาดแผลจากช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดของวิกฤติการเงินโลกติดตัวอยู่" วอร์ช กล่าว และยอมรับว่าเขาอาจได้รับผลกระทบจากประสบการณ์ครั้งนั้นมากเกินไป แต่ก็มองด้วยว่า "การมีบทเรียนฝังใจมากเกินไป ยังดีกว่าการมีบทเรียนน้อยเกินไป"
✅ 8. อำนาจจริงของเฟดไม่ใช่พิมพ์เงิน แต่คือ ความน่าเชื่อถือ
หลังดำรงตำแหน่งประธานเฟดมาได้ 148 วัน วอร์ช ระบุว่าหนึ่งในบทเรียนสำคัญคือ การตระหนักถึงความสามารถของบุคลากรภายในองค์กร และความสำคัญของการรักษาวัฒนธรรมที่เปิดกว้างต่อแนวคิดใหม่ๆ
เขายอมรับว่ายังให้ความสำคัญกับงานด้านอื่นๆ ของเฟดไม่มากพอ เนื่องจากความสนใจส่วนใหญ่มุ่งไปที่ "นโยบายการเงิน" ทั้งที่บุคลากรประมาณ 75% ของเฟดไม่ได้ทำงานเกี่ยวข้องกับนโยบายการเงินโดยตรง ซึ่งเขาจะให้ความสำคัญกับภารกิจอื่นๆ มากขึ้น เช่น การกำกับดูแลสถาบันการเงิน ระบบการชำระเงิน และการคุ้มครองผู้บริโภค
เขาย้ำว่าอำนาจที่แท้จริงของธนาคารกลาง ไม่ได้มาจากความสามารถในการ "พิมพ์เงิน" แต่มาจากความน่าเชื่อถือของสถาบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประธานเฟดในอดีตสร้าง และส่งต่อมาให้
หากเฟดเกิดความผิดพลาดในการดำเนินงานด้านใดก็ตาม ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของทั้งองค์กร
✅ 9. ยังไม่รู้ AI จะกระทบจ้างงานอย่างไรใน 12–18 เดือน
ประธานเฟดยอมรับว่า ปัจจุบันยังไม่สามารถประเมินได้แน่ชัดว่า AI จะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานอย่างไรในช่วง 12–18 เดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่าในระยะยาว เทคโนโลยีนี้จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ และสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศที่สามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เฟดจึงจัดตั้งคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญภายนอก เพื่อศึกษาเรื่องผลิตภาพ และการจ้างงานโดยเฉพาะ โดยมีกำหนดจัดการรับฟังความคิดเห็นภาคสนามครั้งแรกในวันที่ 16 พ.ย.69 ที่ซานฟรานซิสโก
วอร์ช ระบุว่า ขณะนี้เขาค่อนข้างมั่นใจว่าคณะทำงานตั้งคำถามได้ถูกต้องแล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่ามีคำตอบที่ถูกต้องหรือไม่ และหวังว่าผลการศึกษาจะเป็นประโยชน์ต่อธนาคารกลางประเทศอื่นๆ รวมถึง IMF ด้วย
✅ 10. เฟดก็ต้องปรับ รับโลกเปลี่ยนเร็ว
วอร์ช มองว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าช่วงเวลาใดๆ ในชีวิตของเขา ทำให้เฟดไม่สามารถยึดติดกับแนวทางการดำเนินนโยบายในอดีตได้ และการเป็นประธานเฟดคนที่ 17 ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำงานเหมือนประธานคนก่อนๆ
เขายกตัวอย่างอดีตประธานเฟด 3 คน ได้แก่ พอล โวลเกอร์ (Paul Volcker) อลัน กรีนสแปน (Alan Greenspan) และเบน เบอร์นันคี (Ben Bernanke) ซึ่งต่างต้องเผชิญความท้าทายที่ไม่มีคำตอบอยู่ในตำรา แต่สามารถปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินนโยบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในยุคของตัวเองได้
วอร์ช ระบุว่า การเป็นประธานเฟดคนที่ 17 ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำงานเหมือนประธานคนที่ 13, 14 หรือ 15 เพราะโลกไม่สามารถย้อนกลับไปสู่สภาพเดิมได้อีกต่อไป
เฟดจึงต้องกล้าตั้งคำถามกับแนวทางเดิม และเปิดรับแนวคิดใหม่ๆ มากกว่ายึดติดกับเหตุผลที่ว่า "เราทำแบบนี้เพราะที่ผ่านมาเราก็ทำกันมาแบบนี้ตลอด" โดยหน้าที่สำคัญของผู้กำหนดนโยบายคือ การทำความเข้าใจว่าเศรษฐกิจกำลังเกิดอะไรขึ้นจริงๆ
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที 16 ตุลาคม 2569

