ไทยกำลังบูมในสายตาโลก แต่ทำไมเราถึงยังไม่ค่อยรู้สึก?
เวลาเห็นพาดหัวข่าวว่าต่างชาติกำลังแห่มาลงทุน หรือมีงานระดับโลกมาจัดที่บ้านเรา หลายคนอาจรู้สึกยินดีแต่ก็แอบตั้งคำถามในใจว่า แล้วความคึกคักเหล่านี้ไปอยู่ที่ไหน ทำไมบิลค่าใช้จ่ายรายเดือนถึงยังหนักอึ้งเหมือนเดิม ความเจริญพวกนั้นทำไมส่งมาถึงคนธรรมดาอย่างฉันช้าเหลือเกิน?
บทความนี้ The Secret Sauce ชวนเจาะลึก 3 เหตุผลที่ทำให้เม็ดเงินยังไม่ไหลมาถึงมือคนส่วนใหญ่ พร้อมดูแผนแก้เกมเศรษฐกิจที่จะช่วยให้คนไทยคว้าโอกาสใหม่นี้ไว้ได้จริง

✅ 1. ความสนใจจากโลก ไม่ใช่รายได้ของคนทั้งประเทศ
การที่งานใหญ่อย่างการประชุม IMF และ World Bank เลือกกรุงเทพฯ เป็นจุดหมาย ล้วนดึงดูดความสนใจและสร้างรายได้มหาศาล แต่ในความเป็นจริง เม็ดเงินเหล่านี้มักจะกระจุกตัวอยู่แค่โรงแรมหรือร้านอาหารที่อยู่ใกล้พื้นที่จัดงาน ความสนใจจากต่างชาติไม่ได้เปลี่ยนเป็นรายได้ให้คนทำงานอุตสาหกรรมอื่น หรือชาวบ้านในจังหวัดอื่นได้ในข้ามคืน การมองเห็นภาพความสำเร็จของคนกลุ่มหนึ่ง จึงไม่อาจใช้เป็นตัวแทนความรู้สึกของคนทั้งประเทศได้
✅ 2. ข่าวลงทุนหลักหมื่นล้าน ยังต้องใช้เวลาลงมือทำ
การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่เป็นเรื่องน่ายินดี แต่กว่าที่เงินก้อนนี้จะเข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจริง ต้องผ่านทั้งขั้นตอนการอนุมัติ การก่อสร้าง ไปจนถึงวันเปิดทำการ ซึ่งใช้เวลาเป็นปี อย่างการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ สิ่งที่คนในพื้นที่อยากรู้มากกว่ามูลค่าการลงทุนคือ โครงการนี้ใช้น้ำและไฟไปเท่าไร และเกิดการจ้างงานคนท้องถิ่นมากน้อยแค่ไหน หากธุรกิจรายย่อยของไทยยังไม่สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่นี้ได้ ตัวเลขการลงทุนระดับบิ๊กก็อาจยังเป็นแค่ข่าวใหญ่ที่ไม่ได้เกี่ยวพันกับชีวิตคนทำงานเท่าที่ควร
✅ 3. ช่องว่างระหว่างเศรษฐกิจใหม่กับชีวิตคนทำงาน
โลกกำลังขยับไปหาเทคโนโลยี AI เวลเนส และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งไทยเองก็มีโอกาสเติบโตในอุตสาหกรรมเหล่านี้ตามมุมมองของธนาคารโลก แต่ความจริงคือชีวิตของคนส่วนใหญ่ยังคงอยู่กับเศรษฐกิจแบบเดิม การมีอุตสาหกรรมใหม่เกิดขึ้นไม่ได้แปลว่าทุกคนจะพร้อมก้าวเข้าไปมีส่วนร่วมได้ทันที พี่น้องเกษตรกร แรงงานในโรงงาน และร้านค้ารายย่อย ยังคงเจอกับต้นทุนที่สูงและต้องการทักษะใหม่ การหาทางเชื่อมโยงคนในเศรษฐกิจเดิมให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กัน
✅ เปลี่ยนเวทีโลกเป็นโอกาส ด้วยกรอบทำงาน 3 ระดับ
เพื่อไม่ให้โอกาสจากการเป็นเจ้าภาพงานระดับโลกสูญเปล่า ความร่วมมือต่างๆ จึงควรเดินหน้าผ่านกรอบการทำงาน 3 ระดับ
???? เป็นเจ้าภาพที่ดี: เพื่อให้ต่างชาติได้เห็นศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทย
???? เป็นผู้ร่วมกำหนดบทสนทนา: เข้าไปมีส่วนร่วมในประเด็นที่ทั้งโลกและไทยกำลังเจอ เช่น เรื่อง AI หรือการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
???? เป็นพาร์ตเนอร์ที่เชื่อถือได้: สานต่อการพูดคุยในงานให้กลายเป็นการค้าและการลงทุนระยะยาวที่เกิดขึ้นจริง
✅ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยโมเดลทีมฟุตบอล
การกระจายรายได้ให้ถึงมือคนไทยต้องอาศัยการทำงานเป็นทีม กรอ. จึงเสนอแนวคิด Reinvent Thailand ที่แบ่งความรับผิดชอบเหมือนตำแหน่งในทีมฟุตบอล เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพการทำงานตรงกัน
???? กองหน้า (ภาคเอกชน): เป็นคนชี้เป้าตลาด ลงทุนนำร่องใน 7 กลุ่มธุรกิจหลัก และคอยดึงบริษัทไทยรายอื่นให้เข้าไปเติบโตด้วยกัน
???? กองกลาง (หน่วยงานรัฐ): คอยช่วยให้เกมเดินหน้าต่อได้ ด้วยการแก้ข้อติดขัดทางกฎหมาย ดูแลเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และการเข้าถึงแหล่งทุน
???? กองหลัง (ผู้ดูแลเสถียรภาพ): คอยรักษาความมั่นคงทางการเงินและการคลัง เพื่อให้ประเทศยังคงมีความน่าเชื่อถือในสายตานักลงทุน
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้ สิ่งที่เราเริ่มทำได้เลยคือการทบทวนว่างานที่ทำอยู่ต้องการทักษะใหม่อะไรบ้าง ส่วนธุรกิจขนาดเล็กก็อาจต้องมองหาช่องทางต่อยอดจากการลงทุนใหม่เหล่านี้ การพลิกฟื้นประเทศจะไม่จบแค่การทำให้โลกสนใจเรา แต่ต้องไปให้ถึงจุดที่คนไทยทุกคนสัมผัสได้ว่า โอกาสเหล่านั้นกำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในชีวิตและหน้าที่การงานของเราจริงๆ
ที่มา the standard
วันที่ 28 ตุลาคม 2569

