เลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐฯ 2026 สำคัญต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างไร
การเลือกตั้งมิดเทอมของสหรัฐอเมริกาในวันนี้ (3 พฤศจิกายน) กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากทั้งรัฐบาลและภาคธุรกิจทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด นอกเขตตะวันออกกลาง จากทั้งวิกฤตพลังงานอันเป็นผลมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านซึ่งนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ
รวมทั้งมาตรการภาษีศุลกากรที่เข้มงวดของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยผลกระทบทางเศรษฐกิจครั้งนี้ ส่งผลเรื้อรังเป็นวงกว้าง ตั้งแต่ภาวะฉุกเฉินทางพลังงาน การสูญเสียทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ไปจนถึงภาระงบประมาณอุดหนุนราคาน้ำมันของหลายประเทศในอาเซียน
ทำให้หลายชาติคาดหวังที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในนโยบายต่างประเทศและการค้าของสหรัฐฯ แม้ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินว่า สภาคองเกรสชุดใหม่อาจมีอำนาจจำกัดในการรื้อถอนนโยบายหลักของทรัมป์ก็ตาม
✅ ข้อจำกัดของสภาคองเกรสเรื่องสงครามและภาษี
แม้นักวิเคราะห์ประเมินว่าพรรคเดโมแครตมีโอกาสครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา แต่สภาคองเกรสชุดใหม่น่าจะมี ‘บทบาทจำกัด’ ในการเปลี่ยนแปลงนโยบายหลัก
สตีเวน โอคุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทที่ปรึกษา APAC Advisors ให้สัมภาษณ์กับ Al Jazeera ว่า สภาคองเกรสที่นำโดยเดโมแครตไม่อาจบังคับให้ทรัมป์ยุติสงครามกับอิหร่าน หรือยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากร 10-12.5% ที่บังคับใช้กับ 60 ประเทศ รวมถึงจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และ 7 ประเทศในอาเซียนได้ เนื่องจากประธานาธิบดีมีอำนาจวีโต้กฎหมาย
ขณะที่ สตีเวน โอลสัน นักวิจัยรับเชิญจากสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ประเมินว่า หากพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้อย่างรุนแรง อาจช่วยเพิ่มความกล้าให้แก่ฝ่ายสนับสนุนการค้าเสรีในพรรครีพับลิกัน และเปิดทางให้สภาคองเกรสจากเดโมแครตผลักดันข้อยกเว้นทางภาษี เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ส่งออกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้บ้าง แม้การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจริง อาจต้องรอถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2028 ก็ตาม
✅ มิติความมั่นคง และมาตรการกีดกันเทคโนโลยีจีน
ในด้านความมั่นคงและมาตรการทางเทคโนโลยี นักวิเคราะห์ได้ให้มุมมองต่อทิศทางอนาคตไว้ ดังนี้
โจชัว เคอร์แลนต์ซิก นักวิจัยอาวุโสจาก Council on Foreign Relations (CFR) กล่าวกับ Al Jazeera ว่า ประเทศในเอเชียคาดหวังความเสถียรในนโยบายการค้าและการปรากฏตัวทางทหารของสหรัฐฯ ในทะเลจีนใต้และช่องแคบไต้หวัน แต่ส่วนใหญ่เชื่อว่า ความเปลี่ยนแปลงนี้จะยังไม่เกิดขึ้นในยุคของทรัมป์
ทางด้าน สตีเวน โอคุน ยังเชื่อว่า สภาคองเกรสใหม่จะผ่านกฎหมายควบคุมเทคโนโลยีที่เข้มงวดต่อจีนอย่างแน่นอน ไม่ว่าพรรคใดจะครองเสียงข้างมาก เช่น ร่างกฎหมาย Remote Access Security Act, Chip Security Act และ MATCH Act โดยโอคุนตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันทรัมป์กลายเป็น ‘ผู้ที่ผ่อนปรนต่อจีนมากที่สุด’ เพื่อรักษาข้อตกลงการค้า จนถึงขั้นชะลอการอนุมัติขายอาวุธมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ให้ไต้หวัน
ขณะที่ เจมส์ กิลด์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Indonesian International Islamic University แสดงความเห็นกับ Al Jazeera โดยเตือนว่า หากทรัมป์ถูกจำกัดอำนาจในประเทศ โดยสภาคองเกรสฝั่งเดโมแครต เขาอาจหันไปใช้นโยบายต่างประเทศที่ผันผวนและคาดเดาได้ยากยิ่งขึ้น
การเลือกตั้งครั้งนี้จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องในบ้านของสหรัฐฯ แต่คือบททดสอบสำคัญว่า ระบบคานอำนาจของสหรัฐฯ ยังคงทำงานได้จริงหรือไม่ ท่ามกลางสายตาของชาติต่างๆ ในเอเชียแปซิฟิกที่กำลังเฝ้ารอดูว่า สหรัฐฯ จะยังคงเป็นพันธมิตรที่สร้างความเสถียรภาพ หรือจะเป็นต้นเหตุของความผันผวนระลอกใหม่ที่ภูมิภาคนี้ต้องเผชิญต่อไปหลังจากนี้
ที่มา the standard
วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569

