ทรัมป์ VS แฮร์ริส โต้เข้มประเด็นการค้า ภาษี กีดกันจีน
โดนัลด์ ทรัมป์ กับ คามาลา แฮร์ริส ดีเบตครั้งแรก หนึ่งในไฮไลต์คือ การโต้แย้งเรื่องนโยบายของสหรัฐต่อจีน แฮร์ริสกล่าวหาทรัมป์อ่อนกับจีนเกินไป ด้านทรัมป์ชูความสำเร็จของกำแพงภาษีที่รัฐบาลไบเดนยังต้องทำตาม
ซีเอ็นบีซี (CNBC) รายงานว่า เมื่อคืนวันที่ 10 กันยายน 2024 ตามเวลาสหรัฐ (11 กันยายน เวลาไทย) ในการอภิปรายประชันวิสัยทัศน์ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐของพรรครีพับลิกัน กับ คามาลา แฮร์ริส (Kamala Harris) ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต ประเด็นหนึ่งที่ผู้ดีเบตโต้เถียงกันคือนโยบายของสหรัฐต่อจีน
โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวปกป้องคำมั่นสัญญาล่าสุดของเขาที่ประกาศไว้ว่าจะเก็บภาษีนำเข้าทั่วไปในอัตรา 10% ถึง 20% และจะเก็บภาษีนำเข้าอัตรา 60% ถึง 100% สำหรับสินค้าจีน
“ในที่สุดประเทศอื่น ๆ ก็จะตอบแทนเราสำหรับทุกสิ่งที่เราทำเพื่อโลกมา 75 ปี และภาษีศุลกากรก็จะเก็บได้เป็นกอบเป็นกำ” ทรัมป์กล่าว และเสริมว่ารัฐบาลของเขาได้รับเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐจากการเก็บภาษีสินค้าจีน
ทรัมป์ยังชี้ให้เห็นด้วยว่า รัฐบาลของไบเดน-แฮร์ริสเองก็ยังคงใช้มาตรการเก็บภาษีกับจีนที่รัฐบาลทรัมป์ประกาศไว้
“พวกเขาไม่เคยยกเลิกภาษีเลย เพราะมันเป็นเงินจำนวนมาก พวกเขาทำไม่ได้ เพราะมันจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาตั้งใจจะทำ” ทรัมป์กล่าว
ทั้งนี้ นอกจากคงภาษีส่วนใหญ่ของรัฐบาลทรัมป์ไว้แล้ว ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมารัฐบาลไบเดนได้ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนหลายรายการรวมมูลค่านำเข้าราว 18,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงเซมิคอนดักเตอร์และยานยนต์ไฟฟ้า
ทรัมป์ตอบคำถามเกี่ยวกับแผนการเก็บภาษีนำเข้าของเขา โดยไม่คำนึงถึงความกังวลที่ว่าภาษีจะทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น และจะกระทบค่าครองชีพของครัวเรือน
“สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น คนที่จะต้องจ่ายเงินแพงกว่าก็คือจีนและประเทศต่าง ๆ ที่เอาเปรียบเรามานานหลายปี” ทรัมป์กล่าว
ด้าน คามาลา แฮร์ริส โต้แย้งว่า รัฐบาลทรัมป์อ่อนแอกับจีนมากเกินไป
“เราต้องพูดให้เคลียร์ว่า รัฐบาลทรัมป์ส่งผลให้เกิดการขาดดุลการค้า [ต่อจีน] ซึ่งเป็นหนึ่งในการขาดดุลที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา” แฮร์ริสกล่าว และโทษว่ารัฐบาลทรัมป์ “เชื้อเชิญให้เกิดสงครามการค้า”
คามาลากล่าวอีกว่า ภายใต้การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของ โดนัลด์ ทรัมป์ มีการขายชิปของอเมริกาให้กับจีน เพื่อช่วยปรับปรุงและทำให้กองทัพของจีนทันสมัย และดูเหมือนว่าเธอจะอวดอ้างความพยายามของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่จำกัดการเข้าถึงเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงของจีนผ่านนโยบายต่าง ๆ เช่น กฎหมายสนับสนุนอุตสาหกรรมชิป (CHIPS And Science Act)
แฮร์ริสต่อว่าทรัมป์ที่ขายสินค้าสำคัญให้จีน “ทั้ง ๆ ที่นโยบายเกี่ยวกับจีนควรเน้นไปที่การทำให้แน่ใจว่าสหรัฐอเมริกาจะชนะการแข่งขันในศตวรรษที่ 21” และเธอกล่าวอีกว่า การที่จะชนะได้นั้น สหรัฐจำเป็นต้องเน้นที่ความสัมพันธ์กับพันธมิตร เน้นที่การลงทุนในเทคโนโลยีจากอเมริกา เน้นเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) การคำนวณเชิงควอนตัม (Quantum Computing) เน้นที่สิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อสนับสนุนแรงงานของอเมริกา
ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเคยบอกกับซีเอ็นบีซีว่า หากทรัมป์ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกสมัย คาดว่านโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ที่มีต่อจีนจะมุ่งเน้นไปที่การเก็บภาษีการค้าที่หนักหน่วง ในทางตรงกันข้าม หากแฮร์ริสได้เป็นประธานาธิบดี คาดว่าแฮร์ริสจะเน้นที่การตั้งข้อจำกัดแบบกำหนดเป้าหมาย โดยประสานความร่วมมือกับพันธมิตรของสหรัฐมากกว่า
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 11 กันยายน 2567