เที่ยวบินฤดูหนาวบวก 22% ปี 68 ผู้โดยสารพุ่ง 130 ล้าน
AOT เผยเที่ยวบินตารางบินฤดูหนาว 2024/2025 เพิ่มกว่า 22% คาดปีงบ*68 จำนวนผู้โดยสาร 6 สนามบินหลักพุ่งแตะ 130 ล้านคน ขยายตัวได้ราว 9% ชี้สุวรรณภูมิทะลัก 64.4 ล้านคน ล่าสุดเร่งติดตั้ง Biometric ระบบ พิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลอำนวยความสะดวกนักเดินทาง 1 พ.ย.นี้ ผู้โดยสารภายในประเทศใช้บริการได้ทุกสนามบิน ส่วนผู้โดยสารระหว่างประเทศระบบพร้อม 1 ธ.ค. 67
ดร.กีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) เปิดเผยว่า จากข้อมูลการจัดสรรตารางบินฤดูหนาว 2024/2025 (W2024/2025) พบว่าท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT มีเที่ยวบินได้รับการจัดสรรเวลารวม 370,239 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากฤดูหนาวในปีที่ผ่านมา (W2023/2024) คิดเป็นสัดส่วน 22.1% แบ่งเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ 222,780 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 33.1% เที่ยวบินภายในประเทศ 147,459 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 8.5%
โดยคาดว่าปริมาณการจราจรทางอากาศ ณ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT ใน ปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567-กันยายน 2568) จะมือผู้โดยสารมาใช้บริการรวมกว่า 129.97 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.95% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศประมาณ 78.61 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.17% และผู้โดยสารภายในประเทศประมาณ 51.36 ล้านคน เพิ่มขึ้น 10.18%
และคาดว่าจะมีเที่ยวบินรวมประมาณ 808,280 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 10.32% แบ่งเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศประมาณ 453,750 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 9.02% และเที่ยวบินภายในประเทศประมาณ 354,530 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 12.02%
โดยเฉพาะที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) คาดว่าจะมีผู้โดยสารประมาณ 64.44 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7.40% และมีเที่ยวบินประมาณ 376,820 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 8.69% ส่วนท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) มีผู้โดยสารประมาณ 33.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 13.91% และมีเที่ยวบินประมาณ 223,200 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 13.00%
"โดยมีแนวโน้มจำนวนผู้โดยสารรวมทั้งระหว่างประเทศและในประเทศเพิ่มขึ้น 23%และเส้นทางระหว่างประเทศที่มีผู้โดยสารเดินทางเข้าประเทศไทย 5 อันดับแรก ได้แก่จีน มาเลเซีย อินเดีย สิงคโปร์ และฮ่องกง" ดร.กีรติกล่าว และว่า
สำหรับปริมาณการจราจรทางอากาศ ณ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT ใน ปิงบประมาณ 2567 (ตุลาคม 2566-กันยายน 2567) มีผู้โดยสารมาใช้บริการท่าอากาศยานรวมกว่า 119.29 ล้านคน เพิ่มขึ้น 19.22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นผู้
โดยสารระหว่างประเทศ 72.67 ล้านคน เพิ่มขึ้น 34.82% และผู้โดยสารภายในประเทศ 46.62 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1.01%
โดยมีเที่ยวบินรวม 732,690 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 14.5% แบ่งเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ 416,190 ที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 29.63% และเที่ยวบินภายในประเทศ 316,500เที่ยวบิน ลดลง 0.73% โดย ทสภ.มีผู้โดยสารราว 60 ล้านคน เพิ่มขึ้น 24.04% และมีเที่ยวบิน 346,680 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 17.88%
ส่วน ทดม.มีผู้โดยสาร 29.15 ล้านคน เพิ่มขึ้น 13.25% และมีเที่ยวบิน 197,250 เที่ยว บิน เพิ่มขึ้น 11.47% ทชม.มีผู้โดยสาร 8.82 ล้านคน เพิ่มขึ้น 13.14% และมีเที่ยวบิน 57,780 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 9.68% ทชร.มีผู้โดยสาร 1.9 ล้านคน ลดลง 1.96% และมีเที่ยวบิน 12,260 เที่ยวบิน ลดลง 3.37%
ขณะที่ ทภก.มีผู้โดยสาร 16.40 ล้านคน เพิ่มขึ้น 25.94% และมีเที่ยวบิน 98,710 เที่ยว บิน เพิ่มขึ้น 19.97% และ ทหญ.มีผู้โดยสาร 3.03 ล้านคน ลดลง 5.14% และมีเที่ยว บิน 19,730 เที่ยวบิน ลดลง 5.84% ทั้งนี้ ผู้โดยสารสูงสุดแยกตามสัญชาติ 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน อินเดีย เกาหลีใต้ รัสเซีย และญี่ปุ่น
ดร.ภีรติกล่าวต่อไปอีกว่า AOT ได้มุ่งสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจพร้อมส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่น่าพึงพอใจให้ผู้โดยสารอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้นำระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (Automated Biometric Identification System :
Biometric) ด้วยเทคโนโลยี Facial Recognition มาใช้ในการระบุตัวตนของผู้โดยสารเพื่ออำนวยความสะดวกและลดระยะเวลาในการรอคิวของแต่ละจุดบริการภายในท่า
อากาศยาน
โดยตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 นี้ผู้โดยสารภายในประเทศสามารถใช้งานได้ก่อนและจะพร้อมใช้งานสำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศในวันที่ 1 ธันวาคม 2567 นี้เป็นต้นไป
สำหรับผู้โดยสารที่ต้องการใช้งานระบบ Biometric สามารถลงทะเบียนใช้งานเมื่อมาเช็กอินที่สนามบินได้ 2 วิธี ได้แก่
1)เช็กอินที่เคาน์เตอร์เซ็กอิน และ 2.เช็กอินที่เครื่องเซ็กอินด้วยตนเองอัตโนมัติ
โดยหลังจากเช็กอินเสร็จแล้ว ให้ผู้โดยสารเลือกสายการบินที่เดินทาง ต่อด้วยเลือก
"Enrollment" จากนั้นสแกน Barcode จากบัตรโดยสารขึ้นเครื่อง เสียบหนังสือเดินทาง หรือบัตรประชาชน และสแกนใบหน้าเป็นขั้นตอนสุดท้าย
"เมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ถือว่าผู้โดยสารได้ให้ความยินยอมให้ใช้ข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลแล้ว เมื่อจะโหลดกระเป๋าสัมภาระผ่านเครื่องรับกระเป๋าสัมภาระอัตโนมัติ ตลอดจนผ่านจุดตรวจค้น รวมทั้งขั้นตอนขึ้นเครื่องจะไม่ต้องแสดง Passport และ Boarding Pass อีกต่อไป ทั้งนี้ เป็นการยินยอมให้ใช้ข้อมูล Biometric สำหรับการเดินทางเพียงครั้งเดียวเท่านั้น" ดร.กีรติกล่าว
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 31 ตุลาคม 2567