รู้จัก "แมนดาริน โอเรียนเต็ล" โรงแรมหรู 150 ปี หมุดหมายของเหล่าคนดัง
ทำความรู้จัก "แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพ" โรงแรมเก่าแก่ของไทยอายุ 149 ปี ขึ้นชื่อเป็นโรงแรมแห่งแรกในหลายด้าน เปลี่ยนมือเจ้าของมาหลายครา และผลประกอบการย้อนหลัง 5 ปี กวาดรายได้ในฐานะโรงแรมที่เป็นจุดหมายของคนดัง ชาวต่างชาติ และบุคคลทางการเมือง
เชื่อว่า นอกจากการร่วมดินเนอร์ของเหล่าพรรคร่วมรัฐบาลที่ล่าสุดพรรคภูมิใจไทยถือโอกาสเป็นเจ้ามือในครั้งนี้ อาจมีข้อตกลงอันใดเผยออกมาหลังจากนั้นต้องเป็นที่จับตาของประชาชน และมีใครบ้างเข้าร่วม นอกจากนั้น ข้อสงสัยที่ตามมาก็หนีไม่พ้นสถานที่ที่มีการจัดกินเลี้ยงว่าจะเป็นที่ไหน

ประชาชาติธุรกิจ พาไปทำความรู้จัก “แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพ” ที่จัดดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาล พร้อมไขข้อสงสัย ทำไมต้องเป็นที่นี่ ?
“แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพ” โรงแรมติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ถนนเจริญกรุง ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2419 เดิมชื่อว่า ดิ โอเรียนเต็ล โฮเต็ล (The Oriental Hotel) ด้วยอายุเกือบ 150 ปี และการเป็นแห่งแรกในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมแรกในไทยที่มีไฟฟ้าใช้, โรงแรมแรกที่มีดนตรีแจ๊ซ, โรงแรมแรกที่มีสปา, มีโคมไฟระย้านำเข้าจากตะวันตก, มีการปูพรมที่โถงทางเดิน และโรงแรมแห่งแรกที่ติดวอลเปเปอร์สไตล์ฝรั่งเศส
ทำให้โอเรียนเต็ลถือได้ว่าเป็นโรงแรมที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย และหลังจากที่ถูกเปลี่ยนมือเจ้าของมาหลายครา ตั้งแต่
• ปี 2436 หลุยส์ ที. ลีโอโนเวนส์
• ปี 2500 แหม่ม ครูลล์
• ปี 2510 บริษัท สยาม ซินดิเคท ในเครือบริษัท อิตัลไทย จำกัด
• ปี 2536 บริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วยชื่อบริษัท โรงแรมโอเรียนเต็ล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
• ปี 2551 กลุ่มกิจการแมนดาริน โอเรียนเต็ล ในเครือ Jardine Matheson Group เข้าซื้อกิจการ
• ปัจจุบัน บริษัทได้เปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัท โอเอชทีแอล จำกัด (มหาชน)” (OHTL)
หลังจากนั้นก็ได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพ” อย่างในปัจจุบัน โดยภายในโรงแรมแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ฝั่งถนนเจริญกรุงที่เป็นที่ตั้งของตึกห้องพัก คือ ออเธอส์ วิง และริเวอร์ วิง มีห้องพัก 331 ห้อง จากห้องพักทั้งหมดแบ่งเป็นห้องสวีต 60 ห้อง ที่มีบางห้องตั้งชื่อตามบุคคลสำคัญ อาทิ โจเซฟ คอนราด, จิม ทอมป์สัน และหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช
ส่วนที่สองคือพื้นที่ฝั่งถนนเจริญนคร เป็นที่ตั้งของโรงเรียนสอนทำอาหารไทย และโอเรียนเต็ลสปา นอกจากนั้นโรงแรมยังมีจุดเด่นอยู่ที่ภัตตาคารที่เป็นห้องอาหารนานาชาติ บาร์ และร้านเบเกอรี่ รองรับลูกค้าที่หลากหลาย ดังนี้
• Le Normandie ภัตตาคารอาหารฝรั่งเศสสไตล์โมเดิร์นที่รังสรรค์โดยเชฟอเล็กซ์ ดิลลิง เจ้าของมิชลินสตาร์ 2 ดาว
• Kinu by Takagi อาหารคอร์สสุดหรูหราของญี่ปุ่น
• Baan Phraya ห้องอาหารไทยไฟน์ไดนิ่ง
• Lord Jim’s ห้องอาหารบุฟเฟต์นานาชาติ
• Sala Rim Naam ห้องอาหารไทยดั้งเดิม พร้อมการแสดงถ่ายทอดวัฒนธรรม
• Ciao Terrazza ร้านอาหารอิตาเลียนริมแม่น้ำเจ้าพระยา
• The China House ร้านอาหารจีนบรรยากาศเซี่ยงไฮ้ช่วงปี 1930
• Riverside Terrace บุฟเฟต์บาร์บีคิวนานาชาติ
• Terrace Rim Naam ร้านอาหารไทยรสชาติต้นตำรับพร้อมวิวแม่น้ำ
• The Verandah ห้องอาหารนานาชาติ All-day Dining
• The Authors’ Lounge ห้องอาหารที่ให้จิบชายามบ่าย
• The Bamboo Bar บาร์แจ๊ซและบลูส์สด
• The Mandarin Oriental Shop ร้านเบเกอรี่และพาทิสเซอรี่
นอกจากนั้นยังมี “ดิ โอเรียนเต็ล สปา” ที่ได้ชื่อว่าเป็นสปาแห่งแรกในประเทศไทย สปาหรูหราที่ออกแบบมาเพื่อบำบัดร่างกายด้วยเทคนิคสมัยใหม่ ขณะเดียวกันก็มีศูนย์ออกกำลังกายที่เต็มไปด้วยกิจกรรมรองรับ ตั้งแต่การออกกำลังกายอย่างเข้มข้นไปจนถึงการทำสมาธิและโยคะเพื่อการผ่อนคลาย
ผลประกอบการย้อนหลัง :
จากการตรวจสอบผ่าน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า ผลประกอบการย้อนหลังของบริษัท โอเอชทีแอล จำกัด (มหาชน) มีดังนี้
• ปี 2562 รายได้รวม 1,336,113,471 บาท กำไรสุทธิ -353,490,757 บาท
• ปี 2563 รายได้รวม 913,591,584 บาท กำไรสุทธิ -444,466,191 บาท
• ปี 2564 รายได้รวม 561,998,236 บาท กำไรสุทธิ -587,399,985 บาท
• ปี 2565 รายได้รวม 1,931,531,578 บาท กำไรสุทธิ 71,166,096 บาท
• ปี 2566 รายได้รวม 2,519,047,105 บาท กำไรสุทธิ 266,259,023 บาท
ข้อมูลจาก ศิลปวัฒนธรรม, Mandarin Oriental
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568